3.7
การขับรถข้ามน้ำ มุดน้ำ
ข้อสังเกตลักษณะของลำน้ำจากการเรียกชื่อ
ซึ่งจะสามารถทำให้ท่านคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมตัวได้ดี
|
|
แพรก
|
เป็นลำน้ำตามหุบเขาที่รับน้ำมาจากไหล่เขาลงมายังห้วยสายน้ำแบบนี้จะตัดเส้นทางตามไหล่เขาขาดเป็นร่องรูปตัว
V |
|
|
|
|
ห้วย
|
จะรับน้ำจากไหล่เขา
แพรกต่างๆ ตลอดความยาวของลำห้วย และทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำในบางพื้นที่
หรือที่เรียกว่า "ปักควาย" น้ำห้วย และแพรก
น้ำจะขึ้นเร็วลงเร็ว แล้วแต่พื้นที่รับน้ำมากน้อยกับฝนจะตกนานเท่าใด
อาจใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน การขับรถออกมาควรรอให้น้ำลดลงก่อนถึงจะขับออกมา
ถ้าเป็นเวลากลางคืนควรมีเวรยามรอดูน้ำลง ก่อน แล้วรีบขับออกมา
ถ้าฝนตกลงมาอีกก็ "ขุดหน่อไม้กินได้เลย...เพื่อเป็นอาหารในการดำรงชีพ" |
|
|
|
|
แม่น้ำ
|
เป็นแหล่งรับน้ำจากห้วย
แพรก และไหล่เขา ถ้าระดับน้ำในแม่น้ำขึ้นแล้วลงยาก
อาจใช้เวลาจากฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาวเลย ทีเดียวในบางพื้นที่กว่าที่ระดับน้ำจะลดลง
|
|
|
|
| ธรรมชาติของพื้นใต้ท้องน้ำ |
ส่วนมากจะเป็นดินดาน
หรือ กรวด หิน ทรายแน่น อันเนื่องมาจากกระแสน้ำได้ไหลกัดเซาะส่วนที่อ่อนเหลวออกไปจนหมด
เหลือไว้แต่ส่วนที่แข็งเท่านั้น เช่น หิน กรวด ทราย
แน่น จมอยู่กับแม่น้ำ แต่บริเวณตลิ่งทางขึ้น-ลง จะเป็นดินโคลนเละ
หรือทรายที่ยุบตัวได้ เวลายืนด้วยเท้าคล้าย ทรายดูด
ลักษณะเกิดจากทรายชุ่มน้ำเป็นเวลานาน ฐานทรายด้านล่างไม่แน่น
แบบนี้จะเกิดขึ้นได้กับพื้นที่ชุ่มน้ำตามบริเวณริมน้ำ
อาทิเช่น แม่น้ำ ห้วย เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการ
จอดรถบริเวณดังกล่าว ขณะจอดรถจะยังไม่จมแต่จะค่อยๆ
ยุบตัวไปเรื่อยๆ กลับมาอีกทีหายไปครึ่งคัน การกู้รถแบบนี้ยาก
เพราะทราย โคลนจะเข้าช่วงล่างทั้งหมด และเป็นอันตรายกับช่วงล่างของรถมากถ้าพยายามจะขับขึ้นมา
ทรายจะเข้าไสีจน เพลาหน้า เพลากลาง และช่วงล่างเสียหาย |
|
หลักการเบื้องต้นในการขับรถข้ามน้ำ
|
|
|
1.
ควรรู้ลักษณะโครงสร้างของรถยนต์ของท่านก่อนว่าขณะขับลงน้ำจะมีอาการอย่างไร
เช่น รถ KIA ซึ่งมีโครงสร้าง ตัวถังคล้ายรถเก๋ง ขณะลงน้ำจะลอยตัว
ถ้าลงน้ำเร็วจะบังคับทิศทางรถไม่ได้เลย การขับต้องขับลงอย่างช้าๆ
ให้ความ เร็วสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวรถที่จะค่อยๆ จมลง
ล้อจะได้สัมผัสพื้นดินใต้น้ำ โครงสร้างรถแบบนี้เวลาจมน้ำจะดึงขึ้น
ลำบาก เพราะช่วงล่างต่ำและแบน เวลาดึงขึ้นเหมือนลากเหล็กทั้งแท่งขึ้นจากน้ำ
อันเนื่องมาจากแรงเสียดทานที่เกิดใต้ ท้องรถกับดินใต้น้ำ
|
2. ก่อนขับรถลงน้ำทุกครั้ง ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
ต้องลงน้ำไปสำรวจร่องน้ำก่อนทุกครั้งว่ามีอะไรอยู่
ใต้น้ำบ้าง เช่น หลุม ใต้น้ำ ก้อนหิน ท่อนไม้ |
| 3.
ประมาณความแรงของกระแสน้ำว่าสามารถขับรถข้ามไปได้หรือเปล่า
ถ้าต้องการจะข้ามไปให้พิจารณาทิศทาง ของน้ำในทางขึ้น
และทางลงน้ำ โดยให้กระแสน้ำส่งรถขึ้นฝั่ง |
| 4.
หาร่องน้ำที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดในการขับรถผ่าน ถ้าเป็นร่องน้ำที่ไกลมาก
ควรทำเครื่องหมายที่รถจะขับผ่านไป หรือให้คนยืนเป็นแนวทิศทางรถไว้
ถ้ามีรถหลายคันควรหาร่องน้ำอื่นด้วย เพราะคันที่ไปก่อนอาจจะทำหลุมไว้จาก
ล้อที่ตะกุยใต้น้ำ |
|
|
5.
ปิด Air condition แล้วใช้เกียร์
4L ลงน้ำ รถจะได้มีกำลังสู้กับแรงต้านของน้ำได้ |
| 6.
ขับรถลงน้ำอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าห้องเครื่อง
แล้วขับไปช้าๆ รถจะแหวกน้ำไปเอง คลื่นหน้ารถก็จะน้อย
ทำให้มองเห็น |
| 7.
ให้เร่งเครื่องบ้างก่อนจะขึ้นฝั่งรถจะได้มีแรงส่งขณะขึ้นฝั่ง
ริมตลิ่งส่วนมากทางจะเละลื่น |
| 8.
เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วให้เบรครถบ้างเป็นระยะๆ เบรคจะได้แห้ง |
| 9.
รถส่วนมากใบพัดหม้อน้ำจะหมุนฟรีได้ แต่ในบางรุ่นใบพัดจะไม่สามารถหมุนฟรี
ขณะลงน้ำใบพัดจะตีน้ำ ทำให้ ใบพัดแตก (เปลี่ยนได้ก็ควรเปลี่ยนไปใช้รุ่นหมุนฟรีได้) |
| 10.รถที่ลงน้ำบ่อยๆ
ไดสตาร์ท ไดชาร์ท สายพาน แบตเตอรี่ ถ้าน้ำเข้าก็เสีย
และช่วงล่างทั้งหมดจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ ควรตรวจสอบสภาพด้วย |
|
|
11..
ถ้ารถจมน้ำอย่าสตาร์ทเครื่องยนต์ในน้ำเด็ดขาด ควรลากขึ้นฝั่ง
ถ่ายน้ำมันเครื่องออก เติมใหม่ ไล่น้ำในห้องเผาไหม้
กระบอกสูบออก และตรวจดูว่าน้ำเข้าไปในถังน้ำมันเชื้อเพลิงหรือเปล่า
ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ที่มีการควบคุมการจุดระเบิด ด้วยระบบ
ECU ก็ให้ถอดแผง ECU ออกมาเป่าให้แห้งสนิท (หรืออังไฟ
"อย่าย่างกินก็แล้วกัน") ถ้าคิดจะลุยก็ให้
ย้าย ECU ให้สูงกว่าปกติ |
|
ในป่าไม่มีใครเก่งกว่าใคร?
(คำคมจากหน้า 26 หนังสือคู่มือออฟโรดประเทศไทยเล่ม
1)
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือออฟโรดประเทศไทยเล่ม
1 หน้า 34-42
เขียนโดย ทิดจันทร์ สนับสนุนโดย GMC,workshop
ขออภัย...!!! หากข้อมูลที่นำเสนอไม่ทันใจท่าน...
สามารถซื้ออ่านกันก่อนได้ที่ GMC,workshop แล้วจะไม่ตกยุค
|