THE OFF ROAD 4-WHEEL DRIVE BOOK
www.gmcworkshop.com


  4 Wheel Drive Book I

อุปสรรคและการแก้ไขสถานการณ์ (2)

เราคุยกันถึงเรื่อง อุปสรรคและการแก้ไขสถานการณ์ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทที่ 3 ของหนังสือคู่มือออฟโรดประเทศไทยเล่ม 1 สำหรับบทนี้ ประกอบด้วยรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่หัวข้อ 3.1 - 3.10 ในส่วนหัวข้อ 3.1-3.3 นั้นเราได้ นำเสนอไปในครั้งที่แล้ว ท่านสามารถเข้าไปอ่าน เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะลุย ได้ที่ Content 4-Wheel Drive Book (วิธีขับรถข้ามทางขาด) ดังนั้นในครั้งนี้เราจึงมาว่าต่อกันในหัวข้อ 3.4-3.7 ซึ่งเป็นเทคนิคในการขับรถขึ้น-ลงทางชันบ้าง ขับรถตกไหล่ทางบ้าง และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย หากสมาชิกท่านใดที่ต้องการทราบ รายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ทั้งหมดหรือต้องการทราบก่อนล่วงหน้าก็สามารถ หาซื้ออ่านกันได้ที่ GMC,workshop ในราคาเพียงเล่มละ 150 บาท และหากซื้อ 2 เล่ม (ไม่ว่าจะเป็นเล่ม 1, เล่ม 2 หรือคละเล่มก็ได้) เหลือเพียง 250 บาทเท่านั้น จากราคาปกติ 500 บาท สอบถามและสั่งซื้อกัน ได้ที่ 0 2954 7488...มาว่ากันต่อด้วยเรื่องราวสนุกๆ ดีกว่า...
  3.4 การขับรถขึ้น-ลงทางชันเกือบ 90 องศา

ไม้กระดานพันโซ่
1. ใช้ไม้กระดานพันโซ่ช่วย ให้นำไม้กระดานพันด้วยโซ่มาวางพาดเป็นสะพานให้รถขับขึ้นเนิน แต่อย่าขับด้วยความเร็วมากนัก ไม้อาจหักได้


ไม้กระดานพันโซ่
2.ใช้ Winch และไม้กระดานพัน การโรยตัวลงทางที่ตั้งฉาก ให้ถอยหลังลง หรือรถที่มี Winch หลังก็ใช้ Winch หลัง โรยตัวลงมาโดยใช้ไม้กระดานพาดเป็นสะพานให้รถลงได้สะดวก
  3.5 รถตกไหล่ทาง (รถคันอื่นไม่สามารถเข้ามาช่วยได้)
1. ใช้ Winch หน้าดึงรถกลับขึ้นบนทาง
2. ยึดท้ายรถไว้กับต้นไม้โดยใช้ Hi Lift Jack ดึงให้ตึง
3. ถ้าเป็นดินแห้ง จะมีแรงเสียดทานทางด้านล้อหน้าให้ใช้น้ำราดลงไปบ้าง เพื่อให้เกิดความลื่น

3.6 วิธีกู้รถในบ่อทราย

วิธีกู้รถในบ่อทรายยุบตัว (1) ให้ใช้ Hi Lift Jack ยกรถขึ้นโดยมีกระดานเป็นฐานรองอยู่ที่พื้น เมื่อยกรถขึ้น ได้แล้วให้ใช้ไม้กระดานพันด้วยโซ่รองที่ใต้ท้องล้อรถ ถ้าจมทุกล้อ ก็ให้ยกขึ้นทุกล้อ โดยมีไม้รองทุกล้อได้ยิ่งดี ถ้าขับขึ้นมาได้ก็ขับขึ้นมา ถ้าหนักมากก็ให้ใช้ Winch ช่วยด้วย รถที่พยายามขึ้นจากบ่อทราย โดยใช้กำลัง เครื่องยนต์อย่างเดียวจะทำ ให้ช่วงล่างเสียหายมากจากเม็ดทราย เพราะจะเข้าไปในจุดที่หมุนได้ทุกๆ ส่วน ทรายจะขัดสีเหล็กเสียหายหมด

วิธียกรถขึ้นจากบ่อโคลนหรือทราย (2) เป็นวิธีกู้รถจมบ่อโคลนหรือหล่มทราย เมื่อยกรถได้แล้วใช้ไม้รองใต้ล้อรถ แล้วขับขึ้นมา (ไม้รองพันด้วยโซ่) เพราะฉะนั้น ก่อนเดินทางควรเตรียมเครื่องมือกับอุปกรณ์การกู้รถให้เหมาะสม กับฤดูกาลด้วย
3.7 การขับรถข้ามน้ำ มุดน้ำ

ข้อสังเกตลักษณะของลำน้ำจากการเรียกชื่อ
ซึ่งจะสามารถทำให้ท่านคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมตัวได้ดี

แพรก
เป็นลำน้ำตามหุบเขาที่รับน้ำมาจากไหล่เขาลงมายังห้วยสายน้ำแบบนี้จะตัดเส้นทางตามไหล่เขาขาดเป็นร่องรูปตัว V
ห้วย
จะรับน้ำจากไหล่เขา แพรกต่างๆ ตลอดความยาวของลำห้วย และทำให้เกิดเป็นแอ่งน้ำในบางพื้นที่ หรือที่เรียกว่า "ปักควาย" น้ำห้วย และแพรก น้ำจะขึ้นเร็วลงเร็ว แล้วแต่พื้นที่รับน้ำมากน้อยกับฝนจะตกนานเท่าใด อาจใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน การขับรถออกมาควรรอให้น้ำลดลงก่อนถึงจะขับออกมา ถ้าเป็นเวลากลางคืนควรมีเวรยามรอดูน้ำลง ก่อน แล้วรีบขับออกมา ถ้าฝนตกลงมาอีกก็ "ขุดหน่อไม้กินได้เลย...เพื่อเป็นอาหารในการดำรงชีพ"
แม่น้ำ
เป็นแหล่งรับน้ำจากห้วย แพรก และไหล่เขา ถ้าระดับน้ำในแม่น้ำขึ้นแล้วลงยาก อาจใช้เวลาจากฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาวเลย ทีเดียวในบางพื้นที่กว่าที่ระดับน้ำจะลดลง
ธรรมชาติของพื้นใต้ท้องน้ำ ส่วนมากจะเป็นดินดาน หรือ กรวด หิน ทรายแน่น อันเนื่องมาจากกระแสน้ำได้ไหลกัดเซาะส่วนที่อ่อนเหลวออกไปจนหมด เหลือไว้แต่ส่วนที่แข็งเท่านั้น เช่น หิน กรวด ทราย แน่น จมอยู่กับแม่น้ำ แต่บริเวณตลิ่งทางขึ้น-ลง จะเป็นดินโคลนเละ หรือทรายที่ยุบตัวได้ เวลายืนด้วยเท้าคล้าย ทรายดูด ลักษณะเกิดจากทรายชุ่มน้ำเป็นเวลานาน ฐานทรายด้านล่างไม่แน่น แบบนี้จะเกิดขึ้นได้กับพื้นที่ชุ่มน้ำตามบริเวณริมน้ำ อาทิเช่น แม่น้ำ ห้วย เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งในการ จอดรถบริเวณดังกล่าว ขณะจอดรถจะยังไม่จมแต่จะค่อยๆ ยุบตัวไปเรื่อยๆ กลับมาอีกทีหายไปครึ่งคัน การกู้รถแบบนี้ยาก เพราะทราย โคลนจะเข้าช่วงล่างทั้งหมด และเป็นอันตรายกับช่วงล่างของรถมากถ้าพยายามจะขับขึ้นมา ทรายจะเข้าไสีจน เพลาหน้า เพลากลาง และช่วงล่างเสียหาย

ลักษณะน้ำป่า

น้ำป่าแบ่งออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ ได้ 2 ลักษณะ



1. น้ำป่าที่ไหลมาอย่างรวดเร็ว สาเหตุอาจเกิดขึ้นจากแหล่งรับน้ำตามธรรมชาติ หรือมนุษย์สร้างขึ้นบนเขาพังทลาย กระแสน้ำจึงไหลมาอย่างรวดเร็ว การสังเกตน้ำป่าลักษณะนี้ จะมีน้ำขุ่นมาแทนที่น้ำใส และมีเสียงดังโครมคราม ในป่ามาตลอดอย่างต่อเนื่อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า "น้ำป่ามาแล้ว" เผ่นได้เผ่นเลย
ในช่วงฤดูฝนไม่ควรตั้ง Camp ริมน้ำเด็ดขาด ถ้าจะจอดรถเพื่อพักผ่อน ก็ควรเรียงรถให้เป็นระเบียบจะได้หนีทัน การสังเกตระดับน้ำป่าให้ดูจากเศษไม้ใบหญ้าต่างๆ ริมตลิ่ง หรือ บนต้นไม้ ก็จะรู้ระดับน้ำป่า แล้วตามบริเวณหัวโค้งน้ำ ก็ไม่ควรตั้ง Camp เพราะกระแสน้ำที่ไหลมาตรงๆ เมื่อเจอทางโค้ง น้ำจะสาดเข้าโค้ง และกวาดทุกสิ่งไปกับน้ำ น้ำป่าแบบนี้มาเร็วไปเร็ว
2. น้ำป่าที่ขึ้นตามปกติ ในฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องระดับน้ำในห้วยแม่น้ำ จะขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอด เวลาระดับน้ำจะ ลดลงยากมากต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ข้อสังเกตน้ำป่าลักษณะนี้ คือ ระยะแรกจะมีน้ำขุ่น มาแทนที่น้ำใส หลังจากนั้นจะมี เศษไม้ลอยมาตามน้ำ น้ำจะขึ้นตลอดเวลา "ระยะนี้ยังพอเผ่นได้" ระยะ ที่สองจะมีท่อนไม้ขนาดกลาง ใหญ่ ไหลตามน้ำ ลงมา แสดงว่า "น้ำป่าแตกแล้ว" โอกาสที่จะออกมาจาก บริเวณนั้นเป็นไปได้ยาก ระยะที่สามจะมีไม้สดๆ และไม้ใหญ่ ล้มลอยมากับน้ำ ไม้สดนี้ถือเป็นอันตรายมาก เพราะส่วนลำต้นยังจมอยู่ใต้น้ำ ระยะนี้ถือเป็นอันตรายสูงสุดไม่ควรข้าม น้ำโดยวิธีใดทั้งสิ้น เคยมีคนเสีย ชีวิตจากการข้ามน้ำลักษณะนี้มาแล้ว หลังจากเกิดน้ำป่าในแต่ละปี ร่องน้ำจะเปลี่ยนไป อย่าใช้ความจำ ว่าปีที่แล้วเคยวิ่ง Line นี้ ก็จะวิ่ง Line เก่า "จมน้ำ ครับ" ต้องสำรวจร่องน้ำใหม่ทุกครั้งที่จะข้าม (แต่หากต้องการจะทดลอง Winch ใต้น้ำก็ไม่ต้องสำรวจ Line)

หลักการเบื้องต้นในการขับรถข้ามน้ำ
1. ควรรู้ลักษณะโครงสร้างของรถยนต์ของท่านก่อนว่าขณะขับลงน้ำจะมีอาการอย่างไร เช่น รถ KIA ซึ่งมีโครงสร้าง ตัวถังคล้ายรถเก๋ง ขณะลงน้ำจะลอยตัว ถ้าลงน้ำเร็วจะบังคับทิศทางรถไม่ได้เลย การขับต้องขับลงอย่างช้าๆ ให้ความ เร็วสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวรถที่จะค่อยๆ จมลง ล้อจะได้สัมผัสพื้นดินใต้น้ำ โครงสร้างรถแบบนี้เวลาจมน้ำจะดึงขึ้น ลำบาก เพราะช่วงล่างต่ำและแบน เวลาดึงขึ้นเหมือนลากเหล็กทั้งแท่งขึ้นจากน้ำ อันเนื่องมาจากแรงเสียดทานที่เกิดใต้ ท้องรถกับดินใต้น้ำ

2.
ก่อนขับรถลงน้ำทุกครั้ง ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย ต้องลงน้ำไปสำรวจร่องน้ำก่อนทุกครั้งว่ามีอะไรอยู่ ใต้น้ำบ้าง เช่น หลุม ใต้น้ำ ก้อนหิน ท่อนไม้
3. ประมาณความแรงของกระแสน้ำว่าสามารถขับรถข้ามไปได้หรือเปล่า ถ้าต้องการจะข้ามไปให้พิจารณาทิศทาง ของน้ำในทางขึ้น และทางลงน้ำ โดยให้กระแสน้ำส่งรถขึ้นฝั่ง
4. หาร่องน้ำที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดในการขับรถผ่าน ถ้าเป็นร่องน้ำที่ไกลมาก ควรทำเครื่องหมายที่รถจะขับผ่านไป หรือให้คนยืนเป็นแนวทิศทางรถไว้ ถ้ามีรถหลายคันควรหาร่องน้ำอื่นด้วย เพราะคันที่ไปก่อนอาจจะทำหลุมไว้จาก ล้อที่ตะกุยใต้น้ำ
5. ปิด Air condition แล้วใช้เกียร์ 4L ลงน้ำ รถจะได้มีกำลังสู้กับแรงต้านของน้ำได้
6. ขับรถลงน้ำอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าห้องเครื่อง แล้วขับไปช้าๆ รถจะแหวกน้ำไปเอง คลื่นหน้ารถก็จะน้อย ทำให้มองเห็น
7. ให้เร่งเครื่องบ้างก่อนจะขึ้นฝั่งรถจะได้มีแรงส่งขณะขึ้นฝั่ง ริมตลิ่งส่วนมากทางจะเละลื่น
8. เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วให้เบรครถบ้างเป็นระยะๆ เบรคจะได้แห้ง
9. รถส่วนมากใบพัดหม้อน้ำจะหมุนฟรีได้ แต่ในบางรุ่นใบพัดจะไม่สามารถหมุนฟรี ขณะลงน้ำใบพัดจะตีน้ำ ทำให้ ใบพัดแตก (เปลี่ยนได้ก็ควรเปลี่ยนไปใช้รุ่นหมุนฟรีได้)
10.รถที่ลงน้ำบ่อยๆ ไดสตาร์ท ไดชาร์ท สายพาน แบตเตอรี่ ถ้าน้ำเข้าก็เสีย และช่วงล่างทั้งหมดจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ ควรตรวจสอบสภาพด้วย

11.. ถ้ารถจมน้ำอย่าสตาร์ทเครื่องยนต์ในน้ำเด็ดขาด ควรลากขึ้นฝั่ง ถ่ายน้ำมันเครื่องออก เติมใหม่ ไล่น้ำในห้องเผาไหม้ กระบอกสูบออก และตรวจดูว่าน้ำเข้าไปในถังน้ำมันเชื้อเพลิงหรือเปล่า ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ที่มีการควบคุมการจุดระเบิด ด้วยระบบ ECU ก็ให้ถอดแผง ECU ออกมาเป่าให้แห้งสนิท (หรืออังไฟ "อย่าย่างกินก็แล้วกัน") ถ้าคิดจะลุยก็ให้ ย้าย ECU ให้สูงกว่าปกติ

ในป่าไม่มีใครเก่งกว่าใคร?
(คำคมจากหน้า 26 หนังสือคู่มือออฟโรดประเทศไทยเล่ม 1)

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือออฟโรดประเทศไทยเล่ม 1 หน้า 34-42
เขียนโดย ทิดจันทร์ สนับสนุนโดย GMC,workshop


ขออภัย...!!! หากข้อมูลที่นำเสนอไม่ทันใจท่าน... สามารถซื้ออ่านกันก่อนได้ที่ GMC,workshop แล้วจะไม่ตกยุค



ตัวอย่างบทความในหนังสือ 4 WHEEL DRIVE BOOK
เรื่อง
ประจำเดือน
การขับรถข้ามทางขาด
05 มี.ค. 45
การเลือกใช้เกียร์ 2H, 4H และ 4L 05 มี.ค. 45
ข้อควรปฏิบัติ 7 ประการ ในการขับรถ 4WD
25 มี.ค. 45
อุปสรรคและการแก้ไขสถานการณ์ (2)
25 มี.ค. 45