บทความสัมภาษณ์ วิสรัส เอี่ยมประชา
AUTOLINE HUMAN TECHNOLOGY AND MACHING
Vol. 4 No. 125 March 2003
เรื่อง : พิเชษฐ์ ภาพ : กฤษ


“JEEP คือรถที่อยู่ในใจผมตลอดมา”
วิสรัส เอี่ยมประชา

เรื่องราวของจนหลงใหลในยนตรกรรมที่นำมาลงคอลัมน์ INTERVIEW ที่ผ่านมา แต่ละฉบับต่างก็มีสไตล์แตกต่างกันไป ส่วนมากมักชื่นชอบรถประเภทสปอร์คันเท่ หรือซีดานคันหรู ทว่าคราวนี้เรามาพบกับผู้ที่ครั่งไคล้ รถยนต์ประเภทออฟโรดกันบ้าง ซึ่ง JEEP เป็นยี่ห้อที่เขาโปรดปรานมากที่สุด เนื่องจากความผูกพันมาตั้งแต่วัยเยาว์ และปัจจุบันยังคงคลุกคลีกับรถยี่ห้อนี้ทุกวัน เรียกได้ว่า เขาคือผู้ชำนาญคนหนึ่งในเมืองไทยที่มีความรู้เรื่อง JEEP เป็นอย่างดี

 

บุคคลที่กำลังกล่าวถึงนี้ก็คือ วิสรัส เอี่ยมประชา ซึ่งเขาบอกว่าเกิดมาก็เห็นรถอเมริกันจอดอยู่ใต้ถุนบ้านเต็มไปหมด “คุณพ่อผมเป็นข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ และช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยอยู่ โดยการให้รถมาใช้หลายคัน เท่าที่จำความได้ก็เห็นรถพวกนี้จอดอยู่ใต้ถุนบ้านเต็มไปหมด และเจ้า Jeep CJ5 เป็นรถที่ผมชอบมากที่สุด Jeep จึงเป็นรถยนต์ที่อยู่ในใจผมตลอดมา”

เจ้า CJ5 คือคันโปรดของ ด.ช. วิสรัส เขาก็ฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งจะได้ขับมันให้หนำใจ
“ตอนเด็ก ๆ ผมอยากขับรถมากแต่ก็ไม่กล้าผู้ใหญ่ อันที่จริงแล้วคุณพ่อผมขับรถไม่เป็น แต่จะมีคนขับรถให้ ผมจึงคอยสังเกตว่าคนขับรถของคุณพ่อมีวิธีขับรถอย่างไรก็จำไว้ และเมื่อรถจอดอยู่เฉย ๆ ผมก็มักลองโยกเกียร์ดูบ้างว่า 1-2-3 เข้ากันอย่างไร ซึ่งคันโยกของ CJ5 มันมีทั้งหมด 3 อัน มันเป็นอย่างไรที่ไม่เหมือนรถคันอื่น ๆ รู้สึกว่ามันประหลาดดี หากวันไหนไม่มีคนอยู่บ้าน ผมก็แบบขโมยขับโดยการหัดถอยหน้าหลังอยู่บริเวณบ้าน”

“ผมเป็นคนที่ชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเลือกเรียนในคณะวิศวกรรมเครื่องกล และผมก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในสมัยเรียนผมได้ A อยู่วิชาเดียวนั่นก็คือ วิชาเครื่องยนต์ ซึ่งวิชานี้มันมีเรียนอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ พลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ซึ่งวิชาพวกนี้ไม่เคยได้ A เลย อาจเป็นเพราะผมชอบวิชาเครื่องยนต์โดยไม่รู้ตัว”

เมื่อ วิสรัส เรียนจบก็ได้ทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ในส่วนของซ่อมบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า จากนั้นถูกบริษัทเอกชนซื้อตัวไปทำงานด้วย ซึ่งเขาก็ทำงานด้านของการซ่อมบำรุงมาโดยตลอด ในระหว่างที่เขาทำงานนั้น ยานพาหนะที่ใช้ก็เป็นรถเก่งธรรมดาทั่วไป และประมาณปี 94 – 95 Jeep ก็ได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เขาก็ซื้อรถ Jeep Cherokee มาขับทันที

“ตอนนั้นบริษัท ไครสเลอร์ฯ ได้นำเจ้า Jeep Cherokee เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ผมก็ตัดสินใจซื้อมาขับทันที เป็นช่วงเศรษฐกิจกำลังดีก็เลยมีสตางค์ซื้อ มันเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ คันแรกสำหรับชีวิตผม มีความรู้สึกประทับใจรถคันนี้มาก เป็นรถขนาดกลางที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มากจนเกินไป เมื่อเทียบกับรถขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยกัน อีกทั้งมันยังเป็นรถที่มีพลังมหาศาล 190 แรงม้า 230 ฟุต – ปอนด์ เกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยพาวเวอร์ กระจกไฟฟ้า ทุกอย่างมีครบหมดเลย และในสมัยนั้นไม่มียี่ห้อไหนในตลาดบ้านเราที่ราคาประมาณหนึ่งล้านสามแสนบาท ทำได้เท่า Jeep Cherokee หากวันนี้ยังไม่เลิกขายอาจหายี่ห้ออื่นมาแทนยาก”

ด้วยความที่ชอบขับรถออฟโรดเป็นชีวิตจิตใจ ในที่สุดวิสรัส เข้าสู่สนามแข่ง โดยการใช้เจ้า Cherokee คู่ใจลงแข่งในสนาม

“ผมอาจเป็นคนที่สองหรือสามาที่นำ Cherokee มาแข่งในสนาม แต่ผมเป็นคนแรกที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคนในวงการจะรู้จักผมเยอะ เนื่องจากการแข่งรถนี่แหละ ได้ถ้วยรางวัลมาหลายรายการ ที่ประสบความสำเร็จก็เพราะว่าผมเป็นคนรู้จักใช้รถ ไม่ได้คุยนะ แต่อาจเป็นเพราะผมจบมาทางด้านเครื่องกลและทำงานเกี่ยวกับซ่อมบำรุงมาตลอด จึงรู้ลิมิตของรถว่าเราควรใช้มันได้แค่ไหน และควรทำกับมันอย่างไรบ้าง”

“อย่างเช่นเจ้า “Cherokee มันสามารถใช้ยางขนาด 31 เท่านั้น แต่ก็มีบางคนที่นำยางขนาด 32, 33, 34 มาใส่ให้มัน โดยไม่ได้เพิ่มและปรับปรุงขนาดเพลา และอื่น ๆ เพื่อรองรับขนาดของยาง รถมันก็พังในสนามเท่านั้นเอง สำหรับผมรถไม่เคยพังในสนามเลย เพราะรู้ว่าทำอะไรได้แค่ไหน รถเราสามารถไปได้หรือไม่ หากได้ก็ลุย ไม่ได้ก็ไม่ไป”

จากการแข่งขันมาหลายสนาม และก็ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีคนรู้จักเขามากมาย ในฐานะนักแข่งรถออฟโรด กับผู้ชำนาญเรื่องรถยนต์ยี่ห้อ Jeep

“แข่งมามากมายหลายสนามทำให้รถเราช้ำมาก อีกทั้งสปอนเซอร์ก็ไม่ค่อยมี รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วมันไม่คุ้ม ก็เลยหันมาแข่งแบบสบาย ๆ ขับรถเป็นคาราวานท่องเที่ยวดีกว่า และที่ประทับใจก็เห็นจะเป็นรายการ ซิลเวอร์สโตน ทรานเอเชีย ซึ่งมีนักแข่งจากหลายประเทศเข้าร่วมด้วยเข้าร่วมด้วย ก็มีมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น โดยใช้เส้นทางตั้งแต่กรุงเทพ ถึงแม่สอด ออกทางแม่ฮ่องสอน แล้ววนกลับเข้าแม่แจ่ม แข่งทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดเลย”

“ก็คิดว่าบ้าหรือเปล่านี่ หลงทางอยู่ประมาณตี 4 รถยังติดอยู่เลย เดินหน้าถอยหลังก็ไม่ได้ และในการแข่งขันนั้นเราก็มีเพียงแผนที่นำทาง กับระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้นเอง แข่งเป็นทีม ๆ ละ 4 – 5 คัน พวกเราหายเข้าไปในป่าเลย ก็ต้องช่วยเหลือกันในทีม พยายามเอารถออกมาให้ได้ ผ่านอุปสรรคมากมาย ทว่ามันเป็นการแข่งขันที่ผมประทับใจที่สุด สนุกดี ไม่เครียด ไปแบบสบาย ๆ ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกันไปข้างหนึ่ง และเราก็ได้รางวัลที่ 3 มา”

ในการแข่งขันแต่ละรายการนั้นไม่ว่าหนักหรือเบา ก็ทำให้รถคันเก่งของ วิสรัส ชำรุด ค่าซ่อมก็ไม่ใช่ถูก ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เบามือลงกับเรื่องการแข่งขัน หันมาขับรถท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ดีกว่า และเปิดศูนย์บริการ Jeep อย่างเต็มตัว ปัจจุบันถือว่าเป็นศูนย์บริการ Jeep อิสระที่ใหญ่และได้มาตรฐานที่สุดในเมืองไทย

“รถเราช้ำมาตลอด ช่วงนั้นเราเพิ่งมีการสั่งอะไหล่มาจากอเมริกา เราได้คนจากที่นั่นช่วยเหลือ เนื่องจากบ้านเราไม่มีอะไหล่ Cherokee ฉะนั้นอะไหล่ทุกอย่างเราต้องสั่งใหม่หมด ซึ่งราคามันสูงมากสู้ไม่ไหว ช่วงหลังเริ่มมีอะไรเก่าของ Cherokee บ้างแล้ว ค่าซ่อมก็ถูกลง ในการแข่งรถนั้นเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ได้มามันไม่คุ้ม แต่เราจะได้ตรงที่คนรู้จักเยอะ เข้ารู้ว่าเรารัก Jeep จริง ๆ”

“สำหรับศูนย์บริการผมเปิดมาประมาณ 5 ปี แล้ว เนื่องจากช่วงนั้นเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ประมาณปี 2540 ได้มั้ง บริษัท ไครสเลอร์ฯ ได้ปิดตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงที่ผมขับ Jeep Cherokee อยู่แล้วพอดีคุณพ่อผมมีที่อยู่แถวงามวงศ์วานก็เลยชวนเพื่อน ๆ มาเปิดศูนย์บริการซ่อมรถ Jeep อย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันดีกว่า ใครที่มีปัญหาเรื่องรถ Jeep มาที่เรารับรองไม่ผิดหวัง”

“รถทุกคันที่เข้ามาใช้บริการ เราเก็บประวัติการตรวจซ่อมไว้ทั้งหมด เรียกว่ามีแฟ้มประวัติในคอมพิวเตอร์ทุกคัน เหมือนเราเป็นหมอที่รู้ประวัติคนไข้แล้วว่าใครเป็นอะไรมา อีกทั้งผมยังอยู่กับงานซ่อมบำรุงมาตลอดระยะเวลา 20 ปี และคลุกคลีกับ Jeep มานาน ฉะนั้นวางใจได้เลย”

“ศูนย์บริการของผมชื่อ “GMC” ให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ยี่ห้อ Jeep และ แลนด์โรเวอร์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ รับซ่อมเกียร์อัตโนมัติรถยนต์ทุกยี่ห้อ นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ที่ให้ความรู้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ได้ปกปิดอะไร ถือว่าทุกอย่างเรียนทันกันหมด รู้อะไรมาก็จะบอกเป็นวิทยาทาน”

ปัจจุบันผู้ชำนาญเรื่อง Jeep คนนี้ใช้รถอยู่ 2 คัน คือ Cherokee คันเดิม และ Wrangler
“Wrangler เป็นรถที่ต้องซื้อเลย เพราะผมเฝ้ารอมันมานานแล้ว พอได้ข่าวว่าจะนำเข้ามาขายในบ้านเราประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ผมรีบสั่งจองทันทีโดยไม่สนใจว่าราคาเท่าไร สเปคเป็นอย่างไร สมัยที่นำ Cherokee เข้ามาจำหน่าย มีแต่ Wrangler ตาเหลี่ยม ไม่มีรุ่นตากลม และเรารู้ว่ามันจะต้องมีตากลมออกมาแน่ ๆ เจ้าตาเหลี่ยมนั้นมีไม่กี่คันในเมืองไทย เพราะไม่ได้ทำตลาดอย่างจริงจัง ดังนั้นเมื่อรู้ข่าวว่าเจ้า Wrangler ตากลมออกมาก็รีบจองในทันใด ซึ่งซื้อมาในราคาไม่แพงเท่าไร ประมาณ 1.5 ล้านบาท

“มันเป็นรถที่เหมาะสมสำหรับขับเล่นมากกว่า ตัวผมเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถทางเรียบเท่าไร ไม่รู้จัก Porsche ที่วิ่งเร็ว ๆ ผมรู้จักแต่รถออฟโรด เจ้า Wrangler มันเปรียบเหมือนรถสปอร์ของออฟโรด ก็เหมือนกับคนชอบรถสปอร์ตก็ต้องอยากมี Porsche ไว้ขับ ผมชอบออฟโรดก็ต้องมี wrangler”
สำหรับการใช้งานนั้น Cherokee ใช้เวลาที่ต้องเดินทางไกล ๆ Wrangler ผมจะใช้ในช่วงระยะทางสั้น ๆ อย่างเช่น ขับไปเสวนากับเพื่อน ๆ ไปตีกอล์ฟ หรือขับเล่นแถว ๆ ชานเมืองเนื่องจากวิ่งยาง ๆ คงไม่ไหว รถมันกระด้าง เรียกว่ามันวิ่งสนุกในช่วงสั้น ๆ ผมว่าเขาออกแบบมาให้วิ่งได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง ถ้าเกินนั้นคงคอเคล็ด มันวิ่งดีมาในทางออฟโรด เครื่องตัวเดียวกันกับ Cherokee ก็จริง แต่มันได้เปรียบตรงที่ช่วงมันสั้น Cherokee 110” Wrangler 93” ฉะนั้นมันเหมาะกับทางออฟโรดบ้านเรามากช่วงสั้นกลับตัวง่าย อีกทั้งกำลังมีอยู่เหลือเฟือ”

“เจ้าแรงเลอร์ของผมคันนี้ได้เปลี่ยนอัตราทดใหม่ ซึ่งจากโรงงาน 3.07 ปรับเป็น 3.73 เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดยางที่โตขึ้น มันวิ่งทางเรียบได้ประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อเสียของมันคือ อาจพลิกได้ง่าย ทว่าการลื่นไถลมันคล่องตัวดี ผมเคยขับจนน้ำมาแล้วแถวทะเลสาบบริเวณด้านหลังของโครงการเมืองทองธานี ซึ่งตรงนี้ผมเคยลงประจำไม่เป็นไรจึงไม่ได้สำรวจให้ดีอีกครั้ง และพลิกคว่ำตอนขึ้นเนินที่บ่อดิน ทั้งสองเหตุการณ์นี้ก็เนื่องจากความประมาทของผมเอง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่นำมาบอกกล่าวคนอื่นได้เป็นอย่างดี”

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานับเป็นเวลา 20 ปี และด้วยความที่มี Jeep อยู่ในหัวใจตลอดกาล เขาจึงไม่หยุดยั้งเพียงแค่นี้ ยังคงศึกษาค้นคว้าทั้งในตำราและนอกตำรา และพร้อมที่จะให้ความรู้แก่ผู้ที่อยากรู้อยู่เสมอ ปัจจุบันนี้ถือได้ว่า วิสรัส เอี่ยมประชา คือปรมาจารย์ในรถยนต์ยี่ห้อ Jeep คนหนึ่งของเมืองไทย ถึงขนาดที่บริษัท ไครสเลอร์ฯ ให้เขียนตำราเกี่ยวกับ Jeep มาแล้ว และนอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือ “คู่มือออฟโรดประเทศไทย” มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์จริง ทักษะการใช้อุปกรณ์ และเทคนิคต่าง ๆ พร้อมทั้งแนะนำเส้นทางออฟโรด และอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับออฟโรด

ท้ายสุดนี้ วิสรัส ได้ฝากถึงคนที่ใช้ Jeep ว่า “การบำรุงรักษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรถที่ใช้งานต้องหมั่นคอยดูแล ใช่ว่ารถดีแล้วละเลย ควรหมั่นตรวจสอบตามระยะเวลากำหนด อย่าง Jeep วิ่งไป 20,000 กิโลเมตร ต้องเช็กทันที เสียหรือไม่เราก็ต้องดู สำหรับน้ำมันเครื่องนั้นเปลี่ยนที่ไหนก็ได้ แต่น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย มันเป็นเรื่องเฉพาะ ประแจบางตัว ช่างธรรมดาทั่วไปอาจเข้าไม่ถึงก็ละเลยไป มันอาจกลายเป็นปัญหาที่พอกพูนขึ้นมา

“ดังนั้น จึงควรหาช่วงเฉพาะด้านตรวจเช็กให้ในทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรทำ คือ การใช้รถแบบผิดประเภท อาจทำให้รถพังเร็ว หากใช้เครื่องมือถูกต้องดูแลอย่างถูกวิธี รถเราจะอยู่ได้นาน”

ทั้งหมดก็คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของคนที่บอกว่ารัก Jeep สุดหัวใจ หากท่านใดต้องการสอบถามถึงข้อมูลต่าง ๆ ก็ลองติดต่อไปที่ ศูนย์บริการ GMC โทร. 0-2954-7488 หรือที่ www.gmcworkshop.com, webmaster@gmcworkshop.com




Copyright © 2003 GMC-FORCE workshop All rights reserved.