เจ้า CJ5 คือคันโปรดของ ด.ช. วิสรัส เขาก็ฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งจะได้ขับมันให้หนำใจ
ตอนเด็ก ๆ ผมอยากขับรถมากแต่ก็ไม่กล้าผู้ใหญ่ อันที่จริงแล้วคุณพ่อผมขับรถไม่เป็น
แต่จะมีคนขับรถให้ ผมจึงคอยสังเกตว่าคนขับรถของคุณพ่อมีวิธีขับรถอย่างไรก็จำไว้
และเมื่อรถจอดอยู่เฉย ๆ ผมก็มักลองโยกเกียร์ดูบ้างว่า
1-2-3 เข้ากันอย่างไร ซึ่งคันโยกของ CJ5 มันมีทั้งหมด
3 อัน มันเป็นอย่างไรที่ไม่เหมือนรถคันอื่น ๆ รู้สึกว่ามันประหลาดดี
หากวันไหนไม่มีคนอยู่บ้าน ผมก็แบบขโมยขับโดยการหัดถอยหน้าหลังอยู่บริเวณบ้าน
ผมเป็นคนที่ชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก
ๆ จึงเลือกเรียนในคณะวิศวกรรมเครื่องกล และผมก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในสมัยเรียนผมได้ A อยู่วิชาเดียวนั่นก็คือ วิชาเครื่องยนต์
ซึ่งวิชานี้มันมีเรียนอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่
พลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ซึ่งวิชาพวกนี้ไม่เคยได้
A เลย อาจเป็นเพราะผมชอบวิชาเครื่องยนต์โดยไม่รู้ตัว
เมื่อ วิสรัส เรียนจบก็ได้ทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
ในส่วนของซ่อมบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า จากนั้นถูกบริษัทเอกชนซื้อตัวไปทำงานด้วย
ซึ่งเขาก็ทำงานด้านของการซ่อมบำรุงมาโดยตลอด ในระหว่างที่เขาทำงานนั้น
ยานพาหนะที่ใช้ก็เป็นรถเก่งธรรมดาทั่วไป และประมาณปี
94 95 Jeep ก็ได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เขาก็ซื้อรถ
Jeep Cherokee มาขับทันที
ตอนนั้นบริษัท ไครสเลอร์ฯ ได้นำเจ้า Jeep Cherokee
เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย ผมก็ตัดสินใจซื้อมาขับทันที
เป็นช่วงเศรษฐกิจกำลังดีก็เลยมีสตางค์ซื้อ มันเป็นรถขับเคลื่อน
4 ล้อ คันแรกสำหรับชีวิตผม มีความรู้สึกประทับใจรถคันนี้มาก
เป็นรถขนาดกลางที่ไม่เล็กไม่ใหญ่มากจนเกินไป เมื่อเทียบกับรถขับเคลื่อน
4 ล้อด้วยกัน อีกทั้งมันยังเป็นรถที่มีพลังมหาศาล
190 แรงม้า 230 ฟุต ปอนด์ เกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยพาวเวอร์
กระจกไฟฟ้า ทุกอย่างมีครบหมดเลย และในสมัยนั้นไม่มียี่ห้อไหนในตลาดบ้านเราที่ราคาประมาณหนึ่งล้านสามแสนบาท
ทำได้เท่า Jeep Cherokee หากวันนี้ยังไม่เลิกขายอาจหายี่ห้ออื่นมาแทนยาก
ด้วยความที่ชอบขับรถออฟโรดเป็นชีวิตจิตใจ ในที่สุดวิสรัส
เข้าสู่สนามแข่ง โดยการใช้เจ้า Cherokee คู่ใจลงแข่งในสนาม
ผมอาจเป็นคนที่สองหรือสามาที่นำ Cherokee มาแข่งในสนาม
แต่ผมเป็นคนแรกที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคนในวงการจะรู้จักผมเยอะ
เนื่องจากการแข่งรถนี่แหละ ได้ถ้วยรางวัลมาหลายรายการ
ที่ประสบความสำเร็จก็เพราะว่าผมเป็นคนรู้จักใช้รถ
ไม่ได้คุยนะ แต่อาจเป็นเพราะผมจบมาทางด้านเครื่องกลและทำงานเกี่ยวกับซ่อมบำรุงมาตลอด
จึงรู้ลิมิตของรถว่าเราควรใช้มันได้แค่ไหน และควรทำกับมันอย่างไรบ้าง
อย่างเช่นเจ้า Cherokee มันสามารถใช้ยางขนาด 31
เท่านั้น แต่ก็มีบางคนที่นำยางขนาด 32, 33, 34 มาใส่ให้มัน
โดยไม่ได้เพิ่มและปรับปรุงขนาดเพลา และอื่น ๆ เพื่อรองรับขนาดของยาง
รถมันก็พังในสนามเท่านั้นเอง สำหรับผมรถไม่เคยพังในสนามเลย
เพราะรู้ว่าทำอะไรได้แค่ไหน รถเราสามารถไปได้หรือไม่
หากได้ก็ลุย ไม่ได้ก็ไม่ไป
จากการแข่งขันมาหลายสนาม และก็ประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่
ทำให้มีคนรู้จักเขามากมาย ในฐานะนักแข่งรถออฟโรด กับผู้ชำนาญเรื่องรถยนต์ยี่ห้อ
Jeep
แข่งมามากมายหลายสนามทำให้รถเราช้ำมาก อีกทั้งสปอนเซอร์ก็ไม่ค่อยมี
รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วมันไม่คุ้ม ก็เลยหันมาแข่งแบบสบาย
ๆ ขับรถเป็นคาราวานท่องเที่ยวดีกว่า และที่ประทับใจก็เห็นจะเป็นรายการ
ซิลเวอร์สโตน ทรานเอเชีย ซึ่งมีนักแข่งจากหลายประเทศเข้าร่วมด้วยเข้าร่วมด้วย
ก็มีมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น โดยใช้เส้นทางตั้งแต่กรุงเทพ
ถึงแม่สอด ออกทางแม่ฮ่องสอน แล้ววนกลับเข้าแม่แจ่ม
แข่งทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดเลย
ก็คิดว่าบ้าหรือเปล่านี่ หลงทางอยู่ประมาณตี 4
รถยังติดอยู่เลย เดินหน้าถอยหลังก็ไม่ได้ และในการแข่งขันนั้นเราก็มีเพียงแผนที่นำทาง
กับระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้นเอง แข่งเป็นทีม ๆ ละ
4 5 คัน พวกเราหายเข้าไปในป่าเลย ก็ต้องช่วยเหลือกันในทีม
พยายามเอารถออกมาให้ได้ ผ่านอุปสรรคมากมาย ทว่ามันเป็นการแข่งขันที่ผมประทับใจที่สุด
สนุกดี ไม่เครียด ไปแบบสบาย ๆ ไม่ได้เอาเป็นเอาตายกันไปข้างหนึ่ง
และเราก็ได้รางวัลที่ 3 มา
ในการแข่งขันแต่ละรายการนั้นไม่ว่าหนักหรือเบา ก็ทำให้รถคันเก่งของ
วิสรัส ชำรุด ค่าซ่อมก็ไม่ใช่ถูก ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เบามือลงกับเรื่องการแข่งขัน
หันมาขับรถท่องเที่ยวกับเพื่อน ๆ ดีกว่า และเปิดศูนย์บริการ
Jeep อย่างเต็มตัว ปัจจุบันถือว่าเป็นศูนย์บริการ
Jeep อิสระที่ใหญ่และได้มาตรฐานที่สุดในเมืองไทย
รถเราช้ำมาตลอด ช่วงนั้นเราเพิ่งมีการสั่งอะไหล่มาจากอเมริกา
เราได้คนจากที่นั่นช่วยเหลือ เนื่องจากบ้านเราไม่มีอะไหล่
Cherokee ฉะนั้นอะไหล่ทุกอย่างเราต้องสั่งใหม่หมด
ซึ่งราคามันสูงมากสู้ไม่ไหว ช่วงหลังเริ่มมีอะไรเก่าของ
Cherokee บ้างแล้ว ค่าซ่อมก็ถูกลง ในการแข่งรถนั้นเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ได้มามันไม่คุ้ม
แต่เราจะได้ตรงที่คนรู้จักเยอะ เข้ารู้ว่าเรารัก Jeep
จริง ๆ
สำหรับศูนย์บริการผมเปิดมาประมาณ 5 ปี แล้ว เนื่องจากช่วงนั้นเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี
ประมาณปี 2540 ได้มั้ง บริษัท ไครสเลอร์ฯ ได้ปิดตัวเอง
ซึ่งเป็นช่วงที่ผมขับ Jeep Cherokee อยู่แล้วพอดีคุณพ่อผมมีที่อยู่แถวงามวงศ์วานก็เลยชวนเพื่อน
ๆ มาเปิดศูนย์บริการซ่อมรถ Jeep อย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันดีกว่า
ใครที่มีปัญหาเรื่องรถ Jeep มาที่เรารับรองไม่ผิดหวัง
รถทุกคันที่เข้ามาใช้บริการ เราเก็บประวัติการตรวจซ่อมไว้ทั้งหมด
เรียกว่ามีแฟ้มประวัติในคอมพิวเตอร์ทุกคัน เหมือนเราเป็นหมอที่รู้ประวัติคนไข้แล้วว่าใครเป็นอะไรมา
อีกทั้งผมยังอยู่กับงานซ่อมบำรุงมาตลอดระยะเวลา 20
ปี และคลุกคลีกับ Jeep มานาน ฉะนั้นวางใจได้เลย
ศูนย์บริการของผมชื่อ GMC ให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ยี่ห้อ
Jeep และ แลนด์โรเวอร์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ รับซ่อมเกียร์อัตโนมัติรถยนต์ทุกยี่ห้อ
นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์ที่ให้ความรู้อย่างจริง ๆ จัง
ๆ ไม่ได้ปกปิดอะไร ถือว่าทุกอย่างเรียนทันกันหมด รู้อะไรมาก็จะบอกเป็นวิทยาทาน
ปัจจุบันผู้ชำนาญเรื่อง Jeep คนนี้ใช้รถอยู่ 2 คัน
คือ Cherokee คันเดิม และ Wrangler
Wrangler เป็นรถที่ต้องซื้อเลย เพราะผมเฝ้ารอมันมานานแล้ว
พอได้ข่าวว่าจะนำเข้ามาขายในบ้านเราประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา
ผมรีบสั่งจองทันทีโดยไม่สนใจว่าราคาเท่าไร สเปคเป็นอย่างไร
สมัยที่นำ Cherokee เข้ามาจำหน่าย มีแต่ Wrangler
ตาเหลี่ยม ไม่มีรุ่นตากลม และเรารู้ว่ามันจะต้องมีตากลมออกมาแน่
ๆ เจ้าตาเหลี่ยมนั้นมีไม่กี่คันในเมืองไทย เพราะไม่ได้ทำตลาดอย่างจริงจัง
ดังนั้นเมื่อรู้ข่าวว่าเจ้า Wrangler ตากลมออกมาก็รีบจองในทันใด
ซึ่งซื้อมาในราคาไม่แพงเท่าไร ประมาณ 1.5 ล้านบาท
มันเป็นรถที่เหมาะสมสำหรับขับเล่นมากกว่า ตัวผมเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรถทางเรียบเท่าไร
ไม่รู้จัก Porsche ที่วิ่งเร็ว ๆ ผมรู้จักแต่รถออฟโรด
เจ้า Wrangler มันเปรียบเหมือนรถสปอร์ของออฟโรด ก็เหมือนกับคนชอบรถสปอร์ตก็ต้องอยากมี
Porsche ไว้ขับ ผมชอบออฟโรดก็ต้องมี wrangler
สำหรับการใช้งานนั้น Cherokee ใช้เวลาที่ต้องเดินทางไกล
ๆ Wrangler ผมจะใช้ในช่วงระยะทางสั้น ๆ อย่างเช่น
ขับไปเสวนากับเพื่อน ๆ ไปตีกอล์ฟ หรือขับเล่นแถว ๆ
ชานเมืองเนื่องจากวิ่งยาง ๆ คงไม่ไหว รถมันกระด้าง
เรียกว่ามันวิ่งสนุกในช่วงสั้น ๆ ผมว่าเขาออกแบบมาให้วิ่งได้ไม่เกิน
3 ชั่วโมง ถ้าเกินนั้นคงคอเคล็ด มันวิ่งดีมาในทางออฟโรด
เครื่องตัวเดียวกันกับ Cherokee ก็จริง แต่มันได้เปรียบตรงที่ช่วงมันสั้น
Cherokee 110 Wrangler 93 ฉะนั้นมันเหมาะกับทางออฟโรดบ้านเรามากช่วงสั้นกลับตัวง่าย
อีกทั้งกำลังมีอยู่เหลือเฟือ
เจ้าแรงเลอร์ของผมคันนี้ได้เปลี่ยนอัตราทดใหม่
ซึ่งจากโรงงาน 3.07 ปรับเป็น 3.73 เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดยางที่โตขึ้น
มันวิ่งทางเรียบได้ประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข้อเสียของมันคือ อาจพลิกได้ง่าย ทว่าการลื่นไถลมันคล่องตัวดี
ผมเคยขับจนน้ำมาแล้วแถวทะเลสาบบริเวณด้านหลังของโครงการเมืองทองธานี
ซึ่งตรงนี้ผมเคยลงประจำไม่เป็นไรจึงไม่ได้สำรวจให้ดีอีกครั้ง
และพลิกคว่ำตอนขึ้นเนินที่บ่อดิน ทั้งสองเหตุการณ์นี้ก็เนื่องจากความประมาทของผมเอง
แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่นำมาบอกกล่าวคนอื่นได้เป็นอย่างดี
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมานับเป็นเวลา 20 ปี และด้วยความที่มี
Jeep อยู่ในหัวใจตลอดกาล เขาจึงไม่หยุดยั้งเพียงแค่นี้
ยังคงศึกษาค้นคว้าทั้งในตำราและนอกตำรา และพร้อมที่จะให้ความรู้แก่ผู้ที่อยากรู้อยู่เสมอ
ปัจจุบันนี้ถือได้ว่า วิสรัส เอี่ยมประชา คือปรมาจารย์ในรถยนต์ยี่ห้อ
Jeep คนหนึ่งของเมืองไทย ถึงขนาดที่บริษัท ไครสเลอร์ฯ
ให้เขียนตำราเกี่ยวกับ Jeep มาแล้ว และนอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือ
คู่มือออฟโรดประเทศไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์จริง
ทักษะการใช้อุปกรณ์ และเทคนิคต่าง ๆ พร้อมทั้งแนะนำเส้นทางออฟโรด
และอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับออฟโรด
ท้ายสุดนี้ วิสรัส ได้ฝากถึงคนที่ใช้ Jeep ว่า การบำรุงรักษาเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะรถที่ใช้งานต้องหมั่นคอยดูแล ใช่ว่ารถดีแล้วละเลย
ควรหมั่นตรวจสอบตามระยะเวลากำหนด อย่าง Jeep วิ่งไป
20,000 กิโลเมตร ต้องเช็กทันที เสียหรือไม่เราก็ต้องดู
สำหรับน้ำมันเครื่องนั้นเปลี่ยนที่ไหนก็ได้ แต่น้ำมันเกียร์
น้ำมันเฟืองท้าย มันเป็นเรื่องเฉพาะ ประแจบางตัว ช่างธรรมดาทั่วไปอาจเข้าไม่ถึงก็ละเลยไป
มันอาจกลายเป็นปัญหาที่พอกพูนขึ้นมา
ดังนั้น จึงควรหาช่วงเฉพาะด้านตรวจเช็กให้ในทุก
ๆ 20,000 กิโลเมตร อีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรทำ คือ
การใช้รถแบบผิดประเภท อาจทำให้รถพังเร็ว หากใช้เครื่องมือถูกต้องดูแลอย่างถูกวิธี
รถเราจะอยู่ได้นาน