Outdoor Life
www.gmcworkshop.com
ประจำเดือนกรกฎาคม 2545


ฝ่าทุ่งหญ้า กลางป่าดงพญาเย็น
ลูกนกเงือกกรามช้างผู้น่าสงสาร ที่ต้อง มาถูกพลัดพรากจากผู้เป็นแม่ เพราะ มนุษย์ใจร้ายทั้งที่ยังเอาตัวรอดไม่รอด

ลีลาการโผบินของนกแก๊กหรือนกแกง นกเงือกชนิดหนึ่งที่มักพบเห็นได้ง่าย บนเขาใหญ่

ฝูงหมาป่าในนับสิบที่ออกมาเฝ้ารอล่าเหยื่อ สำหรับมื้อต่อไป
"ป่าเขาใหญ่" ส่วนเสี้ยวของอดีตอันรุ่งเรืองแห่งผืนป่าดิบ ลึกเร้น นามดงพญาไฟในอดีต ตำนานไพรของความดิบเถื่อนและเหล่า สัตว์ นานาชนิดที่มี อยู่อย่างอุดม ทว่าหลังปี
พ.ศ.2500 อาณาเขตของป่า ดงพญาไฟอันกว้างขวาง กลับถูกตัดถนนผ่าใจกลาง อีกทั้งผู้คน อพยพเข้าถากถางเปิดป่า สูญสิ้นสภาพธรรมชาติไป เป็นอันมาก จนเหลือเพียงชื่อดงพญาเย็นสืบมาภายหลัง เขาใหญ่ในวันนี้จึง เปรียบเสมือนตัวแทนของดงพญาเย็น ที่มีทั้งป่าดงดิบรกชัฎ สายน้ำ เย็นฉ่ำ และทุ่งหญ้าโล่งเขียวสด


แต่ท่ามกลางเนินทุ่งอันสวยงาม กว้างใหญ่ไพศาล กลางป่าเขาใหญ่ที่เราเห็น เก้ง กวางออกมาเดินเลาะเล็มหญ้ากันอยู่ทุกวันนี้ แท้จริงคือร่องรอยของการบุกรุก ทำลายตั้งเป็นชุมชน เมื่อกว่า 50 ปี ก่อน ครั้นต่อมา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงประกาศจัดตั้งผืนป่า เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกของเมืองไทย ในปี พ.ศ. 2504 ผู้คนถูกอพยพออกจากป่า ส่วนผืนป่าที่เคยถูกแผ้วถางทำการ เกษตรและเป็นที่อยู่อาศัยถูกปล่อยทิ้งร้าง กลายเป็น "ทุ่งหญ้าคา" กระจายอยู่ ทั่วไปในผืนป่าดิบ ซึ่งโอบขนาบด้วยเทือกเขาสูงมากมาย

ในนิเวศทุ่งหญ้าเกิดใหม่นั้นเอง ที่กลายเป็นแหล่งรวมของสัตว์ นานาชนิด ไม่ว่า จะเป็นสัตว์กินพืชอย่างช้างป่า เก้ง กวาง กระทิง กระต่ายป่า ฯลฯ เข้ามาวนเวียน กัดกินหญ้า เช่นเดียวกับ เสือโคร่งและหมาใน ที่คอยแอบดักกินสัตว์กินพืชต่างๆ อีกทอดหนึ่ง เกิดเป็นห่วงโซ่อาหารขึ้น โดยสัตว์ใหญ่เหล่านี้ จะออกมาหากิน ในทุ่งหญ้า แล้วกลับเข้าไปสู่ป่าดิบเพื่อพักผ่อน ท้องทุ่งที่เปิดโล่งรับแสงแดด ปริมาณมากเกิดพืชตระกูลหญ้างอกงาม ทั้งหญ้าแฝก หญ้าคา และหญ้าพง มีไม้ใหญ่บางชนิด เช่น ลำพูป่า เลี่ยน และมะมือ ฯลฯ เติบโตกระจายกันอยู่ห่างๆ ตามกระบวนการทดแทนของป่า ฤดูแล้ง ไฟป่าอาจลามเข้าเผาผลาญทุ่งหญ้า จนราบดำเป็นตอตะโก แต่เมื่อย่างเข้าฤดูฝนนี่แหละ หญ้าจะพากันระบัดใบเย้ายวน ให้สัตว์ต่างๆ เข้ามากัดกิน ทุ่งหญ้าดงพญาเย็นแห่งเขาใหญ่ ในฤดูฝนจึง เขียวขจี มีชีวิตชีวาด้วยส่ำสัตว์ออกมาร่าเริง ผมจึงเริ่มการรอนแรมบนเส้นทาง ยิ่งใหญ่นี้อีกครั้ง...
ส่ำสัตว์ที่ทุ่งหนองผักชี

อำพล ดำกองแปง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เพิ่ง ครบกำหนดกลับออกมาจากป่า หลังจากเข้าไป ปฏิบัติหน้าที่ปราบปราม ผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้อยู่นาน นับอาทิตย์ ยังไม่ทัน ข้ามวันเขาก็ถูก เสนอตัวให้มาช่วยนำทาง ผมเข้าไปศึกษาธรรมชาติยัง ทุ่งหญ้าเขาแหลม ในครั้งนี้ ระหว่างที่อำพลกำลัง เก็บสัมภาระยัดลงเป้หลังที่ ยังเปียกแฉะอยู่นั้น เขาเอ่ย ปากถามความต้องการของผม ที่มาครั้งนี้หลังจาก ยกมือไหว้ทักทายพวกเรา

"พี่อยากไปเที่ยวดูอะไรหรือ...วิวทุ่งหญ้าหรือสัตว์ป่า" ผมตอบอำพลสั้นๆ ว่า "ทั้ง 2 อย่าง" "ถ้าอย่างนั้นพี่สนใจจะไปดูนากมั้ยล่ะ เมื่อเย็นวานผมเห็นที่ริมหนองผักชี หลายตัวทีเดียว ผมว่าเช้านี้มันน่าจะออกมาอีก เรายังไม่ต้องรีบไปเขาแหลมก็ได้ ผมจะพาไปดูนากแถว โป่งหนองผักชีก่อน แล้วบ่ายๆ ค่อยไปเขาแหลมจะดีกว่า"

"ก็ได้ ดีเหมือนกัน" ผมรีบตอบตกลงทันที

ทุกครั้งที่ผมได้มาเขาใหญ่ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่แวะ เข้ามาดู สัตว์ที่โป่งหนองผักชี และบอกได้เลยว่าผม ไม่ค่อยได้เห็นสัตว์ป่า อะไรที่เป็นเรื่องเป็นราว แม้กระทั่งช้างที่ ใครๆ ก็บอกว่าเห็นได้บ่อยๆ อย่างดีก็เห็นกวางออกมา เดินหากินตามทุ่งหญ้า ชายป่า ไม่กี่ตัว ครั้งนี้ผมเลยไม่คาดหวังว่า จะได้เห็นอะไรมากไปกว่าเดิม หรือผมอาจจะไม่ ถูกโฉลกกับโป่งนี้ก็ไม่รู้



ซากกวาง เหยื่อเคราะห์ร้ายที่กำลังถูก หมาในรุมฉีกทึ้งกินเป็นอาหาร



ชุดลาดตระเวนของฝูงหมาในที่คอยเฝ้าดู ต้นทาง
อั้ว (Habenaria malintana) กล้วยไม้ ดินที่พบขึ้นระหว่างทางสู่เขาแหลม
ผืนป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยไม้มีค่า ทาง เศรษฐกิจ มากมาย
ฝูงนากผู้น่ารักพากันออกมาหาปลากินในหนองผักชี
ราว 9 โมงครึ่งในเช้าวันนั้น เราก็เดินทางมาถึง หอดูสัตว์หนองผักชี ผมกวาดสายตา ไปรอบๆ โป่งที่อยู่ฝั่งตรง ข้ามกับหอดูสัตว์ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ที่เห็นฝูงนากกำลัง นอนกลิ้งเกลือกกัน อยู่ที่โป่งดินเล็กๆ ริมบึงน้ำหนองผักชี ผมยกกล้องสองตา ที่คล้องคอ อยู่ขึ้นส่อง ยังเห็นมีอกีหลายตัว กำลังดำผุดดำว่ายจับปลา กลางหนองน้ำอย่างคล่อง แคล่ง ดูมีความสุข ไร้การรบ กวนจากภัยภายนอก พอได้ปลาก็ขึ้นมานอนผึ่งพุง กัดแทะปลากันอย่างอร่อย สำราญ ช่างเป็นภาพที่น่ารักเสียจริงๆ ผมมัวแต่ตื่นเต้น อยู่ชั่วขณะ ก่อนจะรีบคว้ากล้องออกมาตั้งขา กดชัตเตอร์บันทึก ภาพจนฟิล์ม หมดม้วน แบบไม่รู้ตัว ผมนับจำนวนทั้งฝูงได้คร่าวๆ ราว 12 ตัว และนี่ก็เป็นอีกครั้งในชีวิต สำหรับนักแรมทางธรรมชาติ ธรรมดาๆ อย่างผมที่ต้องบอกว่า ประทับใจสุดๆ กับความโชคดีที่ได้เห็น ฝูงนากใน ธรรมชาติมากขนาดนี้

พวกเราเฝ้าดูฝูงนากอยู่นาน ราวครึ่งชั่วโมง พวกมันจึงทยอยชักแถวเดินลง หนองน้ำ ไปอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่จะว่ายเลาะ หลบหายไปตามพุ่มไม้ริมบึง ถัดขึ้นไปไม่ไกล จากริมหนองน้ำที่นากอยู่ อำพลชี้ให้ดูซากกวาง ที่ล้มตายอยู่ข้างโป่ง ผมยกกล้องขึ้น ส่องดูอีกครั้งแต่ไม่ค่อยชัดนัก "ผมว่าเราเดินไปสำรวจ ดูซากใกล้ๆ ดีกว่า จะได้ดู รอยนากด้วย" อำพลเอ่ยปากชวนให้พวกเรา ค่อยเดินเลาะลงไปตาม ทางข้างหอดูสัตว์ ผ่านโป่งดินโป่งใหญ่ ที่มีขี้ช้างแห้งๆ กระจายอยู่หลายกอง บนพื้นดินนิ่มๆ จะเห็น รอยเท้าเก้ง กวาง มากกว่าสัตว์อื่นๆ เราเดินเลาะดงหญ้าไปข้าง โป่งริมหนองน้ำ เห็นเศษปลาที่นาก กินเหลือทิ้งไว้ กลิ่นสาบซากเริ่มโชย ผ่านโพรงจมูกจน กระทั่งรู้สึกถึง กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง มากขึ้น เมื่อเข้าใกล้ ผมกลั้นหายใจยาวเป็นระยะๆ ฝูงแมลงวัน นับพันบินแตก กระจายเมื่อพวก เราเดินเข้าประชิดซากมากยิ่งขึ้น ซากกวางที่เห็นอยู่ตรงหน้า อย่างถนัดตาในตอนนี้กำลังขึ้นอืด เนื้อหนังกว่า ครึ่งตัวถูกกัดแทะหายไป เหลือเพียงโครงกระดูก จะมีก็แต่สะโพกกับ ท่อนขาคู่หลังเท่านั้นที่ ยังเหลืออยู่สำหรับมื้อต่อไป
อำพลบอกผมว่านี่แหละ เป็นฝีมือพวกหมาใน นักล่าหมาหมู่ที่น่ากลัวอีก พวกหนึ่งแห่งทุ่งหญ้ากลาง ป่าดิบเช่นนี้ พฤติกรรมการล่าของพวกมัน มักออกล่าตามริมบึง หรือหนอง น้ำ พวกมันจะวิ่งล้อมต้อนเหยื่อให้ลงหนองน้ำให้ได้ เพื่อเป็นการตัดกำลังให้ เหยื่อหมดแรงตอน ตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ และจนมุมในที่สุด จึงเข้ารุมทึ้ง เหยื่อจนหมดลมหายใจ อำพลเล่าจบพร้อมพา ผมเดินมุดพุ่มไม้เลาะไปตาม ริมบึงต่อ เพื่อดูร่องรอยของฝูงนากที่เพิ่ง จากเราไปเมื่อชั่วครู่ ผมไม่แปลกใจ เลยที่ภายใต้พุ่ม ไม้นั้นเต็มไปด้วย เศษซากกระดูกกระจาย อยู่เต็มไปหมด ส่วน ใหญ่จะเป็นพวกเก้ง กวาง มากกว่า เพราะดูได้จากกระดูก ฟันกราม และกะโหลก ที่พบเห็นอยู่หลายชิ้น
อำพลพาพวกเราเดินย้อนผ่านซากกวางโชคร้าย กลับมาที่หอดูสัตว์ เพื่อกลับไป เตรียมตัวเดินเข้าทุ่งเขาแหลมตามแผน และแล้ว ผมก็เปลี่ยนใจขึ้นมาทันที ที่จะไม่ไปเขาแหลมในบ่ายนั้น ผมคิดว่าเย็นนี้จะได้เห็นสัตว์ล่าเนื้อสักชนิด ออกมากินซากกวางที่เหลือแน่นอน หากไม่ใช่เสือก็น่าจะเป็นหมาใน ผมจึง ตัดสินใจอยู่เฝ้าดูที่โป่งหนองผักชีต่อ

และนี่เป็นเพียงความสวยงามบางส่วน ที่เรานำมาเสนอกับท่านสมาชิก หากสนใจท่านสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียด เพิ่มเติมได้จาก Nature Explorer นิตยสารสำหรับนักแรกทางธรรมชาติ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2545 หน้า 14-24 Feature : wild place
หรือ www.natureexplorer.net

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Nature Explorer นิตยสารสำหรับนักแรมทางธรรมชาติ
Feature : Outdoorlife หน้า 14-24 ฉบับเดือนกรกฎาคม 2545

Back