Out door life ..
www.gmcworkshop.com

Yellowstone National Park
ความร้อนใต้พิภพ


เยลโลว์สโตน (Yellowstone)

หรือหินสีเหลือง เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา อเมริกันร็อกกีส์ (American Rockies) ที่มีความแปลกและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นี่มีน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือดมากกว่า 250 แห่ง มีทิวทัศน์ไม่เหมือนที่ใด เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและ มีประวัติความเป็นมา อันยาวนานถึง 128 ปี ปัจจุบันเป็นมรดก
ทางธรรมชาติของโลก เป็นสถานที่ที่นักนิยมธรรมชาติอยากจะได้สัมผัส ทุกปีมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมที่นี่ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

ตำนานอุทยานแห่งแรกของโลก
นักอนุรักษ์ธรรมชาติทุกคนต้องรู้จักชื่อเสียงของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนดี เพราะเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก และเป็นต้นกำเนิดของระบบการจัดการอุทยานแห่งชาติที่มีอยู่ถึง 4,500 แห่งทั่วโลก เยลโลว์สโตนจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2415 โดยการประกาศในสมัยของประธานาธิบดียูลิสซิส เอส แกรนต์ (Ulyssess S. Grant) ปัจจุบันมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 2,221,773 เอเคอร์ อยู่ในเขตรัฐไวโอมิง มีพื้นที่ติดกับป่าสงวนแห่งชาติกัลลาทิน (Gallatin) ทางด้านเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ ฝั่งตะวันออกติดกับป่าสงวนแห่งชาติชูชอร์ (Shoeshore) รัฐไอดาโฮ ส่วนฝั่งตะวันตกติดป่าสงวนแห่งชาติทาร์กี (Targhee) ทางตอนใต้ติดกับอุทยานแห่งชาติแกรนด์ เททัน (Grand Teton) และเขตสงวนพันธุ์กวางเอลก์แห่งชาติ (National Elk Refuge) และป่าสงวนแห่งชาติบริดเจอร์ (Bridger) ทำให้พื้นที่ป่าทั้งหมด รวมกันมากกว่า 3 ล้านเอเคอร์

ป่าเยลโลว์สโตนถูกค้นพบโดยชาวอินเดียนเผ่า Northern Shoshoni และ Bannock ซึ่งเข้ามาล่าสัตว์ป่า สำหรับคนผิวขาวผู้มาสำรวจคนแรกคือวิลเลียม คล้าก (William Clark) ในช่วง พ.ศ.2344-2349 โดยคล้ากบันทึก ไว้ว่าได้ยินเสียงเหมือนฟ้าผ่าคำรามดังมาก ทำให้คณะสำรวจนอนไม่หลับเมื่อมาถึงพื้นที่ใกล้ๆ ซึ่งคาดว่าคงเป็นเสียงบ่อน้ำร้อนเดือด ทว่าเยลโลสโตนคือชื่อที่ถูกเรียกโดยชาวอินเดียนเผ่า Minnetatee Siour ซึ่งมาจากเยลโลว์ ร็อกส์ (Yellow Rocks) หรือหินสีเหลืองบริเวณแม่น้ำเยลโลว์สโตน ต่อมาเส้นทางดังกล่าวก็ถูกเปิดเพราะมีการค้าขนสัตว์และการทำเหมืองแร่ทองคำ ผู้คนจึงหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเพื่อบุกเบิกพื้นที่แถบนั้นแต่ช่วงสำคัญคือปี พ.ศ.2414 ที่ ดร.เฟอร์ดินานด์ วี เฮย์เดน (Dr. Ferdinand V. Hayden) จากหน่วยสำรวจธรณีวิทยา พร้อมกับโธมัส มอแรน (Thomas Moran) นักวาดภาพ และวิลเลียม เอช แจ็กสัน (William H. Jackson) ช่างภาพ ได้มาสำรวจพื้นที่รวมทั้งวาดภาพและถ่ายภาพเยลโลว์สโตนออกไปเผยแพร่ จุดนี้เองที่เป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลประกาศท้นที่นี้เป็นอุทยานแห่งชาติ

เยลโลว์สโตนเป็นที่ราบสลับกับภูเขา โดยมีภูเขาสูงกว่า 3,500 เมตร อยู่รอบๆ บางตอนมีทะเลสาบใหญ่ เช่น ทะเลสาบเยลโลว์สโตนที่ต่อกับเขตที่ดินที่เป็นของรัฐและเอกชน มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดระบบ การจัดการที่เรียกว่า "Yellowstone Ecosystem Management" ทุกหน่วยงานในพื้นที่ต้องร่วมกันทำงานเพื่อรักษาอุทยานฯ ที่สำคัญนี้ ซึ่งมีทั้งอุทยานแห่งชาติเขตหลบภัยสัตว์ป่า ป่าสงวน เอกชนเจ้าของฟาร์ปศุสัตว์ โรงแรม เป็นต้น การบริการนักท่องเที่ยวในอุทยานฯ มีการให้บริษัทรับสัมปทานระยะยาวและจ่ายผลประโยชน์คืนให้กับรัฐ พื้นที่อุทยานฯ แห่งนี้มีทุกอย่างเหมือนเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางป่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหรา เช่น โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ทำการไปรษณีย์ ภัตตาคาร ฯลฯ แต่ยังโชคดีที่เขามีวิธีการแบ่งโซนการจัดการพื้นที่ โดยจะพัฒนาในบริเวณที่ทางอุทยานฯ กำหนดให้เท่านั้น

เส้นทางวนรอบส่วนเหนือ
ผมพร้อมเพื่อนๆ ผู้มีใจรักธรรมชาติอีก 2 คน ใช้เวลาวันหยุดขับรถทางไกลจากแคนาเดียน ร็อกกีส์ (Canadian Rockies) ลงมาทางใต้ 1,000 กว่ากิโลเมตร เพื่อมาดูธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งของอเมริกันร็อกกีส์ ในเยลโลว์สโตน จนช่วงเย็นจึงมาถึงเมืองการ์ดิเนอร์ (Gardiner) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากเขตอุทยานแห่งชาติเพียง 1 ไมล์ อุทยานฯ เยลโลว์สโตนมีถนนหลักเข้าออกถึง 5 เส้น แต่ละเส้นทางอาจปิดในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก ต้องเช่าสโนว์โมไบล์ (Snowmobile) ขับเข้าไปแทนการขับรถ เส้นทางทุกเส้นจะเป็นถนนลาดยางไปกลับ 2 ช่องจราจร ส่วนถนนหลักภายในอุทยานฯ มี 2 วงรอบใหญ่ ยาวรวม 600 กิโลเมตร คือเส้นรอบวงส่วนเหนือ ลูป โรด (Loop Road) และเส้นรอบวงด้านใต้ แกรนด์ ลูป โรด (Grand Loop Road) ถนนทั้งสองเส้นจะผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น แมมมอธ ฮ็อตสปริง (Mammoth Hotspring Visiting Center) โอลด์ เฟธฟูล (Old Faithful Visiting Center) เป็นต้น เข้าเส้นทางไหนหรือไปเที่ยวที่จุดใดก็สามารถเข้าใช้ศูนย์บริการได้ทุกแห่ง เส้นทางเข้าออกจะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมการใช้อุทยานฯ คนละ 5-10 เหรียญต่อ 3 วัน หรือซื้อตั๋วรายปี 25 เหรียญ (ราคาจะปรับเปลี่ยนตลอด) สามารถเที่ยวอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลางได้ทุกแห่ง คนสูงอายุ (มากกว่า 60 ปี) สามารถลดราคาค่าตั๋วได้ด้วย

การเข้ามาเที่ยวในอุทยานฯ ต้องไปติดต่อสอบถามสถานการณ์ปัจจุบันจากเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถ้าจะเดินป่าหรือพักแรกต้องติดต่อเป็นกรณีพิเศษ ถ้าจะพักโรงแรมต้องไปติดต่อโดยตรงที่จุดนั้นๆ แต่ควรวางแผนล่วง หน้า 2 เดือน เพราะช่วงฤดูท่องเที่ยวระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี มีนักท่องเที่ยวนับล้านคนไปเยือนเยลโลว์สโตน สถาที่สวยงามบางแห่งต้องเข้าคิวถ่ายรูปด้วย ถ้าหลีกเลี่ยงได้ควรมานอกฤดูท่องเที่ยว จะได้บรรยากาศเงียบสงบ รถไม่ติด และสามารถเห็นสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด

ธารน้ำพุร้อนและน้ำแข็ง
เผอิญเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินทางมาในช่วงเดือนสิงหาคมที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ยังโชคดีที่ไม่ถึงกับหนาแน่น เพราะเรามาถึงวันธรรมดาไม่ใช่วันหยุด มีเวลา 3 วัน เลยกำหนดแผนว่า วันแรกเลือกดูเส้นทางวงรอบด้าน เหนือ วันที่สองไปวงรอบใต้ แล้ววันสุดท้ายดูจุดที่เหลือและจุดที่อยากดูเพิ่มเติม

เรามาถึงศูนย์บริการฯ แมมมอธ ฮ็อตสปริง ศึกษาข้อมูลและดูนิทรรศการเกี่ยวกับอเมริกัน-อินเดียน บริเวณนี้เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติในยุคแรกด้วย จากนั้นมุ่งหน้าไปชมน้ำพุร้อนแมมมอธ (Mammoth Hot Springs) อันเป็นน้ำพุร้อน 1 ใน 4 ประเภทที่มีในเยลโลว์สโตน คือเป็นน้ำพุร้อนที่เกิดจากน้ำใต้ดินไหลผ่านชั้นหินที่ยังร้อนและมีแรงดันใต้ดินต้นน้ำผ่านหินร้อนทะลุขึ้นมาตามรอยแยกของหิน โผล่ออกสู่ผิวโลก ถ้าแรงดันน้อยจะไม่พุ่งสูงมาก น้ำพุร้อนจะละลายแร่ธาตุต่างๆ เช่น กำมะถัน และเมื่อมาเจอหินปูน ซึ่งมีแคลเซียมปนอยู่ด้วยจะจับตัวกันกลายเป็นหินรูปร่างประหลาดคล้ายหินงอกหินย้อยตามถ้ำ บางตอนลักษณะคล้ายหัวช้างโบราณ แมมมอธ (Mammoth) จึงตั้งชื่อบริเวณนี้ว่าน้ำพุร้อนแมมมอธ ซึ่งคาดว่าเกิดจากการสะสมหินปูนมาประมาณ 8,000 ปี ช่วงฤดูหนาวในเวลาเช้ากับเย็นจะมีกวางเอลก์มาดื่มน้ำและพักนอนหาไออุ่น บริเวณนี้มีน้ำพุร้อนหลายแห่งและมีชื่อเรียกต่างกันไป และเมื่อ 11,000 ปีก่อน เคยมีธารน้ำแข็งไหลมาปกคลุมด้วย จากหลักฐานหลายอย่างที่บอกไว้ที่ศูนย์ข้อมูล

น้ำพุร้อนเริงระบำ
เราผ่านจากน้ำพุร้อนแมมมอธลงใต้มา ผ่านหน้าผาออบซิเดียน (Obsidian Cliff) ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟที่เย็นตัวลง บริเวณนี้อยู่ริมลำห้วยสายเล็กๆ สวยมาก บริเวณหน้าผาออบซิเดียนเป็นผาหินยาวร่วมกิโลเมตร มีหินก้อนใหญ่แตก เรียงตัวในแนวตั้งยาว เขาบอกว่าบริเวณนี้เคยมีชาวอินเดียนพื้นเมือง Northern Shoshoni ซึ่งเป็นพวกแรกที่อยู่ในพื้นที่และล่าแกะภูเขาแถบนี้ จากนั้นเราผ่านมาดูที่ราบนอร์ริส กีย์เซอร์ (Norris Geyser Basin) ซึ่งเป็นที่ ราบมีน้ำพุแบบที่ 2 ซึ่งลักษณะเป็นบ่อน้ำ (pool) คล้ายน้ำพุร้อน (Gyser) แต่ไม่ระเบิดพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ น้ำใสสีฟ้าสวยงามแปลกตา บางแห่งมีการตกตะกอนเป็นกองดินรูประฆังคว่ำ มีเส้นทางเดินชมหลายเส้น เช่น เส้นทางที่ราบแบ็ก (Back Basin) ซึ่งจะมีน้ำพุร้อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงหลายสิบฟุตในบางเวลา เช่น น้ำพุร้อนเอคินัส (Echinus Gyser) จะพุ่งสูงประมาณ 13-30 เมตร ทุก 40-100 นาที โดยจะพุ่งแต่ละครั้งประมาณ 2.5-6 นาที สตีมโบต กีย์เซอร์ (Steamboat Geyser) พุ่งสูงประมาณ 2.5-.6.5 เมตร ที่นี่เคยพุ่งสูงถึงกว่า 130 เมตร จะพุ่งทุกๆ 1-15 นาที แต่ละใช้เวลาเพียง 3-10 วินาที เท่านั้น ฯลฯ เราใช้เวลาเดินทางอยู่ในเส้นทางเดินชมน้ำพุร้อนอีกเส้นทาง คือเส้นทางที่ราบเพอร์ซีเลน (Percelain Basin) ซึ่งจะพบกับน้ำพุร้อน ซันดย์ กีย์เซอร์ (Sunday Geyser) คอนสแตนต์ กีเซอร์ (Constant Geyser) ไฟร์บอลล์ กีเซอร์ (Fireball Geyser) ฯลฯ แต่ละแห่งที่มีสถิติการพุ่งของน้ำพุทุกๆ ชั่วโมงและจะมีนักท่องเที่ยวเฝ้าชมด้วยความระทึกใจเสมอ เมื่อน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมาทุกคนจะฮือฮา พอน้ำพุร้อนหมดแรงร้อนเงียบสงบทุกคน ก็จะปรบมือ อันหมายถึงการแสดงรอบนี้จบสิ้นลง แล้วนักท่องเที่ยวชุดเดิมก็จากไป พร้อมกับนักท่องเที่ยวชุดใหม่เดินเข้ามานั่งจองที่เพื่อรอรอบต่อไป


  บ่อโคลนเดือด
เราเดินทางจากแยกนอร์ริส (Norris Junction) ไปทางแคนยอน วิลเลจ (Canyon Village) แต่เป็นช่วงเที่ยง อากาศยังร้อนอยู่เลย เดินทางต่อไปที่เลค วิลเลจ (Lake Village) ผ่านหุบเขาเฮย์เดน ซึ่งเป็นหุบเขา ซึ่งมีพื้นที่ราบกว้างขนานกับแม่น้ำเยลโลว์สโตน เป็นบริเวณที่สามารถสังเกตสัตว์ป่าได้ดี โดยเฉพาะควายป่าไบชัน (Bison) กวางเอลก์ และมีสัตว์ป่าพวกเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ อีก 60 ชนิด มีนกน้ำตามบึงน้ำในทุ่ง เช่น นกกระทุง และเป็ดน้ำหลายชนิด ซึ่งนกในเยลโลว์สโตนมีอยู่ประมาณ 279 ชนิด เราผ่านลงมาถึงบริเวณที่เรียกว่าบ่อโคลนเดือด (Mud Pots) บริเวณนี้มีก๊าซร้อนพุ่งขึ้นจากน้ำร้อน ซึ่งเป็นกรดใต้ผิวโลก ผ่านขึ้นมาบนพื้นผิวโลก ละลาย หินและแร่ต่างๆ มาเจอดินส่วนที่เป็นดินเหนียวหรือดินโคลน ทำให้บ่อโคลนเหล่านั้นมีสีสันแตกต่างกัน บ่อโคลนเดือดที่ขึ้นชื่อ เช่น ดรากอนส์ เมาธ์ (Dragon's Mouth) มัด วัลคาโน (Mud Volcano) และซัลเฟอร์ คาลดรอน (Sulphur Caldron) ซึ่งแต่ละที่มีกลิ่นอันไม่น่าภิรมย์และสีสันตั้งแต่สีดำ สีเทา ไปจนสีเหลืองของกำมะถัน บริเวณบางตอนอยู่ติดกับแม่น้ำเยลโลว์สโตน มองเห็นควันขาวพวยพุ่งอยู่ริมแม่น้ำ ในแต่ละแห่งจะมองเห็นกองมูล ควายป่าไบซันและกวางกองอยู่รอบๆ บ่อ แสดงว่าสัตว์ป่าเหล่านี้จะเดินมาดื่มน้ำแร่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงเย็น

น้ำตกและหุบเขาสีสวย
เราพยายามวนรอบเส้นทางสายเหนือให้จบภายใน 1 วัน จึงกลับขึ้นมาตามเส้นทางสายเลค วิลเลจ สู่แคนยอน วิลเลจ ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่อีกจุดหนึ่งได้ หยุดแวะดูศูนย์บิรการนักท่องเที่ยวก่อน ปรากฏว่านิทรรศการที่นี่จัดต่างจาก ศูนย์ ฯ ทางเหนือ คือเป็นศิลปะภาพวาดธรรมชาติ อยู่ดูได้สักครู่จึงเดินทางไปยังอาร์ทิสต์ พอยน์ต (Artist Point) ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นหุบเขาสูงชันของแม่น้ำเยลโลว์สโตนและน้ำตกชั้นล่าง (Lower Fall) บริเวณเดียวกันนั้น สามารถมองเห็นหุบเขาสูงชันของสายน้ำเยลโลว์สโตนที่มีสีเหลืองทองอร่าม นี่เองอาจเป็นที่มาของชื่อเยลโลว์สโตนหรือหินสีเหลืองที่ชาวอินเดียนท้องถิ่นตั้งขึ้นตามสีของดินและแร่ธาตุบริเวณนั้นสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย ทำให้เกิดสีแปลกตาเหมือนภาพวาด จุดนี้เป็นจุดที่โธมัส มอแรน นักวาดภาพชื่อดังได้มาวาดภาพน้ำตกด้วย ร่องเขาบริเวณนี้เป็นร่องลึกมาก โดยเกิดจากความแรงของสายน้ำเยลโลว์สโตนนั่นเอง ที่จุดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้รัฐบาล กลางประกาศพื้นที่เยลโลว์สโตนให้เป็นอุทยานแห่งชาติด้วย

เราขับรถขึ้นเหนือเพื่อไปใกล้ชิดกับน้ำตกส่วนบน (Upper Fall) ทำให้มองเห็นตอนบนของน้ำตกทั้งสองชัดเจนขึ้น มองเห็นแม่น้ำเยลโลว์สโตนที่เชี่ยวกรากไหลเปลี่ยนระดับความสูงโจนทะยานลงสู่เบื้องล่างเสียงดังกึกก้องทั่ว ราวป่า ตัดผ่านโตรกผาลึกสร้างตำนานชื่อแกรนด์ แคนยอนของเยลโลว์สโตน แต่เทียบกันแล้วกับแกรนด์ แคนยอนตัวจริงที่แม่น้ำโคโลราโดไหลผ่านแล้วยังห่างไกล เพราะที่นั่นใหญ่สมชื่อจริงๆ ต่อจากนั้นช่วงเย็นเราขับรถขึ้น วนขวาของเส้นทางวงรอบด้านเหนือเพื่อไปดูน้ำตกหอคอย (Tower Fall) เส้นทางที่ตัดผ่านสันเขาสูงของเมาต์ วอชบอน (Mount Washbuon) มองเห็นฝูงควายป่าไบซันและกวางชนิดต่างๆ หากินตามทุ่งหญ้าตอนล่าง บริเวณแม่น้ำเยลโลว์สโตนตอนเหนือ เส้นทางนี้เหมาะสำหรับช่วงเย็นเพราะจะเห็นพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เมื่อมาถึงน้ำตกหอคอยก่อนมืด เราเห็นน้ำตกสูงที่ไหลลงสู่ป่าทึบเบื้องล่าง ด้านบนของน้ำตกมีหินรูปร่างคล้าย หอคอยตั้งตระหง่านอยู่หลายยอด

ก่อนจะมืดสนิทเราเดินทางกลับไปที่พักเมืองการ์ดิเนอร์ โดยผ่านแยกทาวเวอร์ (Tower Junction) ซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานฯ ได้ บริเวณนี้มีของแปลกคือไม้กลายเป็นหินท่อนใหญ่ ให้ชมด้วย ช่วงกลางคืนเราได้มีโอกาสพบหมาป่า Cayote 1 ตัววิ่งหากินอยู่ข้างถนน สำหรับหมาป่าอีกชนิดคือ Wolf ได้สูญพันธุ์ไปจากอุทยานฯ หลายปีแล้ว เนื่องจากออกไปล่ากินวัวที่ชาวบ้านเลี้ยงรอบอุทยานฯ จึงถูกยิงทิ้งหมด ต้นปี พ.ศ.2539 อุทยานฯ ได้เริ่มโครงการปล่อยหมาป่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ โดยจับหมาป่าจากรัฐไอดาโฮและพื้นที่ติดกันรวม 3 ฝูง ประมาณ 14-15 ตัว แล้วนำมาเลี้ยงไว้ทางฝั่งตะวันออกของอุทยานฯ เยลโลว์สโตน ฝึกให้เคยชินกับป่าอยู่ 1-2 เดือน แล้วติดปลอกคอที่มีวิทยุส่งสัญญาณ เพื่อจะสามารถติดตามการเคลื่อนที่ได้ หลังจากที่ปล่อยไปแล้ว หมาป่าทั้ง 3 ฝูงเดินทางหากินไปเรื่อยๆ บางตัวหากินไกลถึง 60 กิโลเมตร จากจุดที่ปล่อย บางตัวถูกชาวบ้านยิงตาย โครงการนี้เริ่มขึ้นเพื่อนำหมาป่ากลับคืนเข้าสู่อุทยานฯ เพื่อให้เป็นตัวควบคุมประชากรกวางป่าและความป่าไบซัน มิฉะนั้นในช่วงฤดูหนาวเมื่อหิมะตกหนัก กวางป่าและควายป่าจะแย่ง กันหากิน ทำให้อดอาหารตายเป็นจำนวนมาก คงต้องรอดูกันต่อไปว่า โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จแค่ไหน

สำหรับสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ยังมีหมี ที่นี่มีหมีดำ (Black Bear) อยู่มาก รวมทั้งหมีกรีซลี่หรือหมีสีน้ำตาลยักษ์ (Grizzly Bear) ซึ่งมี 200-300 ตัวด้วย หมีเหล่านี้ชอบคุ้ยขยะสร้างความสกปรกให้กับอุทยานฯ บ่อยครั้ง ในหลายพื้นที่พักแรมทางอุทยานฯ จึงทำตู้เหล็กให้นักท่องเที่ยวเช่าไว้เก็บอาหารให้พ้นจากการรบกวนของหมี


บ่อไอน้ำ

เช้าวันต่อมาเราเดินทางลงเส้นทางวงรอบสายใต้ เราผ่านลงมาต่อจากแยกนอร์ริส และพบกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังมองดูหมีดำเดินหากินอยู่ในป่า จึงหยุดอยู่สักครู่แล้วเดินทางต่อลงมาทางแยกเมดิสัน (Madison Junction) จากนั้นลงใต้มาผ่านเส้นทางสายเล็กชื่อไฟร์โฮล (Firehole) ซึ่งขนานกับแม่น้ำไฟร์โฮล (Firehole River) ตลอดสองฟากลำน้ำจะมีน้ำพุร้อนหลายรูปแบบผุดโผล่

เราผ่านมาจนถึงบริเวณที่ราบน้ำพุร้อนตอนล่าง (Lower Gyser Basin) ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่กว้างขวางมาก ส่วนใหญ่บริเวณนี้มีน้ำพุร้อนเป็นแบบบ่อน้ำและบ่อโคลนเดือด มีบางบริเวณเป็นลักษณะของ Fumarole หรือที่เรา เรียกว่าบ่อไอน้ำ ซึ่งเป็นรูหรือโพรงที่เป็นรอยแตกของหิน มีควันหรือน้ำร้อนที่เกิดจากน้ำร้อนใต้ดินที่มีปริมาณและแรงดันไม่มากนัก จึงไม่สามารถดันน้ำร้อนขึ้นมาได้ มีแต่กลุ่มไอน้ำลอยขึ้นมาตามรอยแตกแยกของหินชั้นเปลือก โลก บางบริเวณได้ยินเสียงดังฟู่ฟ่าเหมือนโรงงานอบไอน้ำด้วย บริเวณ Fumarole นี้สัตว์ป่าหลายชนิดนี้มักจะอาศัยอยู่มากใสช่างฤดูหนาว โดยเฉพาะกวางและควายไบซัน บริเวณใกล้ๆ กันของเส้นแกรนด์ ลูป มีถนนพิเศษ ชื่อไฟร์โฮลด์ โลกา ไดรฟ์ (Firehole Loka Drive) ซึ่งผ่านเกรต เฟาน์เทน กีย์เซอร์ (Great Fountain Geyser) และไวท์ โดม กีย์เซอร์ (White Dome Geyser) ที่นี่เป็นน้ำพุร้อนที่แปลกเพราะมีลักษณะคล้ายโดม หรือปล่องรูประฆังคว่ำ จะพุ่งขึ้นมาเป็นครั้งคราว ช่วงก่อนทางออกมาที่ถนนใหญ่ได้ผ่านฮ็อตเลค (Hot Lake) และสตีดดี กีย์เซอร์ (Steady Geyser) ซึ่งเป็นบ่อน้ำกว้างและมีน้ำพุร้อนควันพุ่งขึ้นจากใต้น้ำสูงประมาณ 0.5-1 เมตร ตลอดเวลา ทำให้ดูเหมือนน้ำพุกลางบ่อน้ำ

พอออกมาถึงถนนใหญ่ก็เลยออกมาดูเฟาน์เทน เพนต์ พอตส์ (Fountain Paint Pots) ซึ่งเป็นลักษณะของบ่อโคลนเดือด แต่มีสีสวยคือเป็นสีชมพูอ่อนซึ่งต่างจาก Mud Pots ปกติที่เป็นบ่อโคลนเดือดสีดำ ทุกสถานที่ที่ไปชมจะมีแผ่นพับแจกตามเส้นทางเพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ในบริเวณนั้น ซึ่งเขาจะมีกล่องเล็กๆ ใส่เอกสารไว้ ใครจะซื้อก็ราคา 25 เซนต์ หรือยืมไปอ่านแล้วเมื่อกลับมาถึงที่ก็นำมาคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

บ่อน้ำร้อนหลากสี
เราเลยต่อมายังบริเวณที่ราบมิดเวย์ กีเซอร์ (Midway Geyser Basin) ที่นี่มีบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ที่สุดในอุทยานฯ และจัดว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (อันดับหนึ่งและสองอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์) เมื่อจอดรถแล้วเดินข้ามแม่น้ำไฟร์โฮลก็เหลือบมองเห็นสีของดินและหินบริเวณนั้นเป็นสีประหลาด คือมีสีแดง เหลือง และเทาสลับกันไป ช่างน่าสงสัยว่ามันเกิดเพราะอะไร พอเลยขึ้นมาอีกนิดพบบ่อน้ำร้อนใหญ่ สีน้ำเป็นสีฟ้าใส มองเป็นควันลอยอยู่เบื้องบนปกคลุมผิวน้ำสูง 1 เมตร มีทางแยกต่อไปด้านขวาซึ่งไปแกรนด์ พริสเมติก สปริง (Grand Prismatic Spring) ที่นี่เป็นแอ่งน้ำกว้างสีฟ้าเช่นกันแต่ใหญ่กว่า ความกว้างหลายร้อยเมตร รอบๆ มี สีสันสวยงาม มองเหมือนมีรังสีที่มีสีแดง เหลือง แผ่กระจายออกรอบจุดกึ่งกลาง เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่อยู่ที่นั่นอธิบายให้เราฟังว่าสีต่างๆ เหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียรวมทั้งสารละลายที่ดูดซับและสะท้อนแสงอาทิตย์ แสงบางส่วน ถูกส่งผ่านเข้าตาเราทำให้เกิดสีต่างๆ กัน แม้น้ำจะร้อนแต่ก็มีสิ่งมีชีวิตหลายอย่าง อาทิ แบคทีเรียอาศัยอยู่ได้ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวติในยุคโลกเกิดขึ้นใหม่ๆ นั่นเอง

น้ำพุร้อนอันแสนซื่อสัตย์

เราย้อนลงมาที่บริเวณที่ราบกีย์เซอร์ตอนบน (Upper Geyser Basin) บริเวณนี้มีน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนเป็นจำนวนมาก เขาจัดทำเส้นทางเดินปูด้วยไม้เพื่อเดินชมธรรมชาติ เราสามารถจอดรถที่บริเวณศูนย์บริการนักท่อง เที่ยวโอลด์ เฟธฟูล และเดินต่อไปได้มีน้ำพุและบ่อน้ำร้อนมีชื่อหลายแห่ง (อีกแล้ว) รวมทั้งบริเวณที่ราบแบล็กแซนด์ (Black Sand Basin) อยู่ริมลำธารไอออน (Iron Creek) และบริเวณที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของ อุทยานฯ คือบริเวณโอลด์ เฟธฟูล ที่มีน้ำพุร้อนชื่อโอลด์ เฟธฟูลเดือดพุ่งสูง โดยมีช่วงระยะเวลาของการเดือดพุ่งขึ้นมาค่อนข้างแน่นอนและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมานี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว เพราะเขา จะสามารถคำนวณระยะเวลาน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมาถึงขนาดบวกหรือลบ 10 นาทีได้ บริเวณนั้นอยู่ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งมีที่นั่งชมความอัศจรรย์อยู่โดยรอบ วันนั้นเวลา 13.47 น. เป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่คาดว่าน้ำพุร้อนโอลด์ เฟธฟูลจะพุ่งขึ้นมา นักท่องเที่ยวนับพันรวมทั้งพวกเราต่างนั่งใจจดใจจ่อกับเนินดินสีขาวที่มีควันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลาแทบไม่กะพริบตา

เวลา 13.50 น. มีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้น ความสูงประมาณ 1 เมตร ผู้คนเริ่มฮือฮา แต่ก็เงียบสงบไปอีก

เวลา 14.00 น. ผู้คนรอบๆ โอลด์ เฟธฟูล ฮือฮาพร้อมปรบมือเกรียว คราวนี้มองเห็นสายน้ำพุพุ่งสูงขึ้นเหนือพื้นดินไปประมาณ 20-30 เมตร เป็นระยะเวลายาวประมาณ 4-5 นาที เสียงกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังรอบตัวผม ทุกคนต่างเร่งรีบถ่ายทั้งวิดีโอ และภาพนิ่ง น้ำที่พุ่งขึ้นสูงเริ่มลดระดับลงจนเหลือแต่ไอน้ำลอยตัวขึ้นมาอย่างเดียว เสียงปรบมือดังขึ้นรอบๆ อีกครั้ง การแสดงรอบนี้จบผู้คนนับพันต่างทยอยเดินออกจากบริเวณนั้นนำความ ประทับใจกลับออกไปด้วย เจ้าหน้าที่เปลี่ยนป้ายใหม่ว่าครั้งต่อไปน้ำพุร้อนจะระเบิดพุ่งขึ้นมาอีกเวลา 14.50 น. เราจึงเดินสำรวจดูในอาคารนิทรรศการใกล้ๆ และมีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวว่า ในบริเวณป่าเยลโลว์สโตนต้องเดิน ตามเส้นทางที่กำหนด มิฉะนั้นอาจตกลงไปในบ่อน้ำร้อนและโคลนเดือดโดยไม่รู้ตัว รวมทั้งเขากลัวคนขโมยหรือเก็บเศษหินจากบ่อน้ำร้อนด้วย ซึ่งจะทำให้ธรรมชาติเสียไป


ทะเลสาบเยลโลว์สโตนกับไฟป่า
จากโอลด์ เฟธฟูล กีย์เซอร์ เดินทางต่อไปยังเวสต์ ทัมบ์ (West Thumb) ซึ่งติดกับทะเลสาบเยลโลว์สโตน ทะเลสาบเยลโลว์สโตนดูกว้างใหญ่ทีเดียว บรรยากาศรอบข้างดูน่าตื่นตาตื่นใจ ทะเลสาบนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลางถึง 2,577 เมตร ลึกประมาณ 106 เมตร รอบทะเลสาบมีดอกไม้นานาชนิดขึ้นอยู่ ที่นี่มีดอกไม้ป่าร่วม 80 ชนิดที่บานสลับกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ดอกไม้ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปเนื่องจากไฟป่าที่เกิดขึ้นทั่วไปในเยลโลว์สโตน ในตัวทะเลสาบใหญ่มีนักท่องเที่ยวพายเรือแคนูชมธรรมชาติอยู่หลายลำ ที่นี่เขาอนุญาตให้มีการตกปลาได้แต่ต้องปล่อยหลังจากตกได้ เราเดินทาง ต่อไปที่เวสต์ ทัมบ์ ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบ ที่นี่มีบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อน และบ่อไอร้อน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และเราโชคดีที่มาทันจังหวะที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ มีโปรแกรมพูดคุยเรื่องราวของพื้นที่แถบนั้น วิทยากรมีลูกเล่น หลอกล่อและสร้างความสนใจหลายอย่าง เขาจะพูดถึงการเกิดบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อน และประวัติบางอย่างของอุทยานฯ แล้วชี้ไปตอนทางเหนือของทะเลสาบ เรามองตามไปและตกใจเมื่อมองเห็นกลุ่มควันไฟพวยพุ่งสูงจดขอบฟ้า เขาบอกว่าเป็นไฟป่าที่เพิ่งเกิดขึ้นในอุทยานฯ ของปีนี้ อาจเกิดจากนักท่องเที่ยวหรือฟ้าผ่า แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่พยายามที่จะเข้าไปควบคุมไฟไม่ให้ลุกลามต่อไป เขาเล่าให้ฟังถึงไฟป่าที่ไหม้ครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2531 ที่ไหม้ทำลาย ป่าเยลโลว์สโตนนับล้านไร่เหมือนฝันร้ายของนักนิยมธรรมชาติ เกือบ 10 ปี ป่าเริ่มฟื้นตัว มองเห็นแต่ต้นสนเล็กๆ โตสูงขึ้นมาราวครึ่งเมตร คาดว่าคงใช้เวลา 10 ปีขึ้นไป สนเหล่านี้จึงจะขึ้นมาแทนที่ต้นเดิม เจ้าหน้าที่คนเดิม จบการบรรยายโดยพูดถึงความร่วมมือร่วมใจในการสนับสนุนของพวกเราทุกคนในการรักษาอุทยานฯ เยลโลว์สโตน และเขาได้ฝากปัญหาสำคัญอีกอันหนึ่งให้รับทราบว่า ตอนนี้มีการทำเหมืองแร่ใกล้ๆ อุทยานฯ ทางตอนเหนือ ซึ่งน้ำจากเหมืองจะมีผลกระทบต่อเยลโลว์สโตนได้ในอนาคต แต่ยังโชคดีที่วันนั้นผมได้ข่าวว่าประธานาธิบดีคลินตัน เดินทางมาพักผ่อนที่อุทยานฯ เยลโลว์สโตนและพยายามช่วงปกป้องอุทยานฯ จากการทำเหมืองแร่ แต่ไม่ ทราบว่าจะปกป้องได้แค่ไหน เพราะวงการนี้มีเงินทุ่มนับล้านล้านบาท เลยทำให้เราสลดใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกัน

อากาศเริ่มเย็นลง ดวงอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขา ท้องฟ้าเปลี่ยนสีตัดกับทิวสนเบื้องหลังขณะที่ความมืดมาบดบัง ธรรมชาติไม่ได้หยุดการทำงาน แต่ยังคงดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด เรากำลังกลับเข้าที่พักนอน สัตว์ป่าหลายชนิดกำลังเริ่มออกหากิน

เยลโลว์สโตน อุทยานแห่งชาติแห่งแรกและเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลกที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา อันตรายต่างๆ กำลังคืบคลานเข้ามาเหมือนกับความมืดที่กำลังเข้ามาปกคลุมในเวลานี้ ใครจะกล้าหาญช่วยปกป้องเยลโลว์สโตน ยามมีภัยคุกคาม

เอกสารอ้างอิง
1. From, M. 1992 National Park Guide 1992. Prentice Hall Travel. New York.
2. Wallace D R., D. Holing and S. Methvin 1995 Nature Travel. Time Life Inc.
3. Yalndell E R. 1976. Yellowstone National Park. World-Wide Research and Publishing Co.

Yellowstone National Park

The Yellowstone River, one of the tributaries of the Missouri, has a long, devious flow of thriteen hundred miles ere it loses its waters in those of the larger stream. Its source is a noble lake, situated in Wyoming Territory, and nestling amid the snowpeaks of the highest mountain-range in the country, The upper course of the river is through immense canyons and gorges, and its flow is often marked by splendid waterfall and rapids, presenting at various points some of the most remarkable scenery in the country. The entire region about its source is volcanic,and abounds in boilng springs, mud-volcanoes, soda-springs, sulphur-mountains, and geysers the marvels of which outdo those of iceland.

บทความจากหนังสือ Nature Explorer คอลัมน์ Outbound หน้า 94-104 ประจำเดือนมกราคม - มิถุนายน


ข้อมูลฉบับย้อนหลัง

เรื่อง
ประจำเดือน
Yellowstone National Park ความร้อนใต้พิภพ
05 มี.ค. 45
ตามรอยสัตว์ป่า...แห่งขั้วโลกเหนือ 25 มี.ค. 45