Out
door life ..
www.gmcworkshop.com
|
|
|
ตามรอยสัตว์ป่า...แห่งขั้วโลกเหนือ |
|
แหล่งสัตว์ป่า
ในอะแลสกา
|
|
อะแลสกายิ่งใหญ่เกินกว่าฐานะที่จะเป็นรัฐเสียอีก
สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ทางตอนเหนือ
เขตเทือกเขาบรูกส์ (Brooks Range) เป็นพื้นที่ราบลุ่มเขตหนาว (Arctic
tundra) ไม่มี ต้นไม้ใหญ่เลย มีให้เห็นแต่สายธารน้ำแข็ง ขนาดใหญ่ที่ไหล
จากภูเขาน้ำแข็งสูงที่ราบทุนดรา มีแต่ความหนาวเหน็บ อากาศบางเงียบสงัด
สัตว์ที่อาศัยอยู่ใน แถบนี้จึงต้องปรับตัวเป็นพิเศษ ในบริเวณนี้เป็นแหล่งที่อยู่ของนกกระเรียน
(Sandhill Cranes) กวางมูส (Bull Moose) กวางคาริบูหรือกวาง เรนเดียร์
(Barren Ground Caribou, Reindeer) สุนัขจิ้งจอกเทา (Grey Wolf)
สุนัขจิ้งจอกเงิน (Blue Fox) สุนัข จิ้งจอกขาว (Arctic Fox) สุนัขจิ้งจอกแดง
(Red Fox) กระรอก (Arctic Ground Squirrel) กระทิงป่า (Musk Oxen)
นกเค้าหิมะ (Snowy Owlets) นกกินปูสีทอง (Lesser Golden Plover)
นกทามิแกน (Willow Ptarmigan)
|
ส่วนพื้นที่ของเกาะตามชายฝั่งตะวันตกในทะเลเบริง
(Bering Sea) มีหมู่เกาะพริบิลอฟ (Pribilof Islands) เป็นแหล่งอาศัยของนกทะเล
นับล้าน ตัวที่ใช้ ริมหน้าผาเป็นที่พักพิง แค่ได้ไปยืนดูนกบินเข้าออกจากรัง
ก็เพลินตาแล้วครับ นกหากิน ในทะเลเหล่านี้ต้องทน ต่ออากาศอันหนาว
เพราะ ต้องพุ่งตัวดำน้ำลงไปจับปลาในทะเล ที่น้ำเย็นยะเยือก
เกิดเป็นนกใครว่า สบาย...นกที่อาศัยในแถบนี้ เช่น พวกนก พัฟฟิน
(Puffin) นกอ็อกเลต (Aucklet) และนกกาน้ำ (Cormorant) หรือสัตว์ใหญ่
เช่น แมวน้ำขน (Fur Seal) แมวน้ำชายฝั่ง (Harbor Seal) สิงโตทะเล
(Steller Sea Lion) นากทะเล (Sea Otter) และวัวทะเล (Bull Walrus)
ที่มีประชากรลดลงทุกปี
|
บรรยากาศในการล่องเรือดูสัตว์ป่า
ที่เมืองจูโนยามเช้า
|

ฝูงแมวน้ำใน
Auke Bay
|
ลงมาทางใต้เป็นป่าฝนเสียส่วนใหญ่
ป่าฝนที่น่าสนใจอยู่ในเขตอุทยานฯ Tongass National Forest ลักษณะคล้ายป่าดึกดำบรรพ์
ดอยอินทนนท์ แต่ยิ่งใหญ่เกินกว่านำมา เปรียบเทียบได้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอะแลสกา
เป็นแหล่งอาศัยของนกอินทรี (Bald Eagle) นก Steller's Jay สุนัขจิ้งจอกสีเทา
และกวางมูส |
| |
การมาชมสัตว์ป่าในอะแลสกานั้นสะดวกสบายมาก
ไม่ว่าคุณจะแวะพักที่เมืองไหน ที่นั่นจะมีบริษัททัวร์คอยให้ความสะดวกทุกขั้นตอนทีเดียว
ถ้าเดินมาติดต่อเองราคา แสนถูก คุณจะไปที่ไหน อย่างไร มีโปรแกรมทัวร์เยอะมาก
และที่สำคัญ ทุกเมืองมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวให้ข้อมูลฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
|
นกอินทรี
Bald Eagle ตัวแทนอเมริกา
ณ
ท่าเทียบเรือเมืองสแกกเวย์ (Skagway) เจ็ดโมงครึ่งในยามเช้าผมมีนัดกับรายการทัวร์ดูนก
อินทรีตามโปรแกรม Valley of The Eagles Nature Tour มีเจ้าหน้าที่
จากบริษัททัวร์มายืนต้อนรับ อยู่แล้ว ได้เวลาแนะนำตัวบนรถโรงเรียน
สีเหลือง เธอยืนบอกเล่าถึงเรื่องราวของเมืองฮินส์ (Haines) จุดหมายที่เราจะไป
ชมแหล่งของนกอินทรีหัวขาว (The Bald Eagle-Haliaeetus leucocephalus)
ที่ได้ชื่อว่าเป็นนกอินทรีที่สวยงามที่สุดชนิดหนึ่ง หลังจากแนะนำสถานที่
เรียบร้อยก็ ไปลงเรือที่จอดรออยู่ เป็นเรือเมล์ 2 ชั้น ผมเลือกนั่งชมวิวสบายอยู่ชั้นบนระหว่าง
ทาง บนเรือมีไกด์สาวคอยบอกเล่าเรื่องราว ของสัตว์ที่จะพบเห็นระหว่างทางทิวทัศน์
สอง ข้างทางเป็นเทือกเขา สูงเต็มไปด้วยป่าสนซีดาร์ มีสายน้ำ ตกไหลเป็นทางยาวจากยอดเขาสูงหลายสาย
เรือแล่นมาได้สักพักไกด์เริ่มชี้ตัวแมวน้ำที่กำลังนอน ตีพุงผึ่ง
แดดอยู่บนโขดหินริมชายหาด ขณะเรือแล่นเข้าใกล้ชายเขา พลันทันใด
ไกด์ตะโกน เสียงดังผ่านไมค์ลอย "Bald Eagle" พร้อมกับชี้ไปด้านขวามือนาที
เดียวกับที่ นกอินทรีโผบินขึ้นท้องฟ้าด้วยลีลาอันสง่า งาม
|
ผมใช้เวลานั่งเรือประมาณ
30 นาที ถึงท่าเรือเมืองฮินส์
เดินไปขึ้นรถโรงเรียนคันเดิมที่ขับอ้อมเขามารับเรามีไกด์ สาวสวย
อีก 2 คนมาต้อนรับ คนหนึ่งขับรถ อีกคนหนึ่งคอย แนะนำเรื่องนกไปตลอดเส้นทางประมาณ
9 กิโลเมตร ไกด์ทั้งสองทำ หน้าที่ได้ยอดเยี่ยมมาก ทุกครั้งที่เห็นนกอินทรีหรือสัตว์ที่น่าสนใจ
เธอจอดรถทันที แบกขาตั้งพร้อม สโคปดูนก 3 ชุดลงไป กาง อย่างรวดเร็ว
ทั้งอธิบายพร้อมเปิดหนังสือคู่มือดูนกให้ลูกทัวร์ดูทันใจ ผมกำลังยืนถ่ายภาพนกอินทรีเกาะบนก้อนหิน
ที่ที่ผมยืน ถ่ายภาพนั้นอยู่ในเขตอนุรักษ์ The Alaska Chilkat
Cald Eagle Preserve ถูกค้นพบโดยเผ่าอินเดียน The Tlingit Indians
ให้ฉายาของ Valley of The Eagles ว่า "mother village"
เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกอินทรีหัวขาว จำนวนมากที่สุด ประมาณ
80 เปอร์เซ็นต์ของนกอินทรีทั้งหมดมาทำรังอยู่ที่นี่ เขตอนุรักษ์
Chilkat ถูกขนาบด้วยแม่น้ำ 2 สาย คือ Kleheni และ Tsirku เป็นแหล่งรวบรวมอาหารชั้นยอดของเหล่าปลาแซลมอนที่ต่างหลั่งไหลว่ายทวนกระแสน้ำ
ขึ้นมาวางไข่นับล้านๆ ตัว ในช่วงฤดูร้อน ถึงปลายกันยายน เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
An Alluvial Fan Feservoir ปลาแซลมอนจึงเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของเจ้าหมี
สีน้ำตาล นกอินทรีหัวขาว นกนางนวลใหญ่ และสัตว์เกือบทุกชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้
|
เหตุผลที่ประเทศอเมริกาใช้นกอินทรีหัวขาวเป็น
สัญลักษณ์ เพราะมีถิ่นกำเนิดในอเมริกา มีช่วงอายุยืนยาว ดูสง่างาม
ภูมิฐาน มีราศี ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
ด้วยสภาพที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ต่อนกอินทรีหัวขาว บนทุกพื้นที่ของเขตอนุรักษ์
Chilkat ประมาณ 48,000 เอเคอร์ จึงถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่ามาก ตลอดความยาว
20 ไมล์ ของ ถนนไฮเวย์ฮินส์ สามารถ มองเห็น นกอินทรีหัวขาวได้อย่างใกล้ชิด
หากโชคดีจะได้เห็นมันรวมฝูงกันเกาะบนต้นสนร่วม 20-30 ตัวทีเดียว
อีกทั้งได้เพลิดเพลินตากับทิวทัศน์ อันสวยงามบนสองฟากฝั่งถนน ครั้งอดีตนกอินทรี
หัวขาว ถูกคุกคามทุก รูปแบบจนแทบจะ สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ นับแต่ปี
พ.ศ.2516 เป็นต้นมา หน่วยงาน อนุรักษ์ ที่รับผิดชอบต่างระดมกำลังทุกฝ่ายและทุกวิถีทางเพื่อปกป้องนกอินทรีหัวขาวทุกตัว
จนทำให้ ในปัจจุบัน มีนกอินทรี หัวขาวที่อาศัยอยู่ในหุบเขา Chilkat
นับจำนวนครั้งล่าสุด 14 พฤศจิกายน 2543 ได้ 3,444 ตัวจาก 80 รัง
|
จากคำบอกเล่าของไกด์สาวได้ให้ข้อมูลว่า
ลักษณะโดยทั่วไปของนกอินทรีหัวขาว ตัวโตเต็มวัยมีน้ำหนัก 9-12
ปอนด์ ช่วงปีกจากปลายปีกทั้งสองข้างยาว 7 ฟุต ตัวเมียโต กว่าตัวผู้
ช่วงอพยพลงใต้จะเปลี่ยนสีขนเป็นสีน้ำตาลปนขาว พออายุ 4-6 ปี หัวถึงคอและหางเปลี่ยนเป็นสีขาว
ปากและขาเป็นสีเหลืองในช่วงโตเต็มวัยอาหารหลักคือปลา แม่น้ำ นอกนั้นเป็นจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กในยามที่ปลาขาดแคลน
ใช้ความเร็วในการบิน 30 ไมล์ต่อชั่วโมง ระยะความแม่นยำในการมองเห็นเหยื่อปลาใน
แม่น้ำประมาณ 1 ไมล์ เริ่มผสมพันธุ์ช่วงเมษายน และวางไข่เต็มที่
3 ฟอง แต่โดยเฉลี่ยเพียง 2 ฟอง ระยะเวลาฟักไข่ 34-35 วันในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน
ออกจากรังช่วง กันยายน อายุเฉลี่ย 20 ปี เพื่อเพิ่มความมั่นใจต่อการปกป้องรักษานกอินทรี
ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกกฎระเบียบมาครอบคลุมมากขึ้น เช่น
ห้ามการยิงพลุไฟ หากเกิดจุดวิกฤตจริงๆ อาจงด การบินผ่านน่านฟ้า
หุบเขา Chilkat ห้ามทิ้งซากปลาไว้ในระยะ 100 ฟุตจากถนนหรือทางเดิน
ผู้ใดฝ่าฝืนปรับ 10,000 ดอลลาร์ มีเหตุผลที่ประเทศอเมริกาใช้นกอินทรีหัว
ขาวเป็นสัญลักษณ์ เพราะมีถิ่นกำเนิดในอเมริกา มีช่วงอายุยืนยาว
บางตัวมีอายุ 30 ปี ดูสง่างามภูมิฐาน มีราศี ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
และในช่วง 7-12 พฤศจิกายนทุกปี จะมีงาน Alaska Bald Eagle Festival
|
|
สัมผัสวาฬ
ใกล้ชิดออร์กา และชมฝูงแมวน้ำอาบแดด ท่ามกลางภูเขาหิมะ
เช้าวันรุ่งขึ้นเวลา
07.20 น. ตรงเวลา ณ หน้าท่าเรือเมืองจูโน (Juneau) เมืองหลวงของ
อะแลสกาที่ครั้งหนึ่งในยุคตื่นทอง นักแสวงโชคต่างหลั่งไหลกันมาขุดทองกัน
มีประชากรประมาณ 30,000 คน ผมมันัดกับรายการทัวร์ที่จองไว้ Wildlife
Sightseeing Quest / Juneau Wildlife Quest เพื่อชมวาฬหลังค่อม
(Humback Whale) โดยมีไกด์พิเศษนักธรรมชาติวิทยาชื่อนาย Alec
Christopher มาให้ความรู้กับลูกทัวร์อย่างดีเยี่ยม และรายการนี้เป็นโปรแกรมทัวร์รายการเดียวที่กล้า
ยืนยันว่าหากไม่พบ วาฬ ยินดีคืนเงินให้ทันที
|
Juneau
Wildlife Quest อยู่ในเส้นทางอินไซด์ พาสเสจ ดังนั้นโอกาสที่จะพบเห็นวาฬ
ออร์กา แมวน้ำ สิงโตทะเล และนกอีกหลายชนิด จึงไม่ยากเย็นนัก เรือที่พาเราไปชม
วาฬเป็นเรือคาทามารัน (catamaran) แบบ 2 ชั้น ชั้นสองเหมาะสำหรับถ่ายภาพ
แบ่งเป็น 2 ส่วน ครึ่งแรกส่วนหัวเรือกั้นเป็นห้องเหมือนชั้นล่าง
ทุกที่นั่งมีอุปกรณ์ เช่น กล้องส่องทางไกลพร้อมคู่มือวางไว้ประจำที่
ครึ่งหลังส่วนท้ายเปิดโล่ง เพื่อมุมมองที่กว้างไกลและชัดเจนต่อการ
สังเกตการณ์ เรือแล่นออกมาผ่านปากอ่าว Auke Bay ได้ไม่ นานช่วงที่เรือแล่นสู่
Saginaw Channel แลเห็นกลุ่ม นกสีดำฝูงใหญ่หลายร้อยตัวดำผุดดำว่ายกันสนุกสนาน
ผมรีบประทับกล้องเตรียมโฟกัส ขณะมองผ่านวิวฟายเดอร์ ตื่นเต้นมากกับสิ่งที่มองเห็นผ่านทะลุเลนส์
มันคือนกพัฟฟินครับ ปากสีส้มสวยงามมาก ทันใดที่เรือแล่นฝ่าฝูงนก
พัฟฟิน มันต่างทะยานกางปีกโบยบินกันอย่างพร้อมเพรียง ช่างเป็นภาพที่งดงามติดตาตรึงใจยิ่งนัก
เมื่อเรือแล่นผ่าน หอประภาคาร Historic Sentinel Lighthouse ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมชายฝั่ง
บอกให้รู้ว่าเราออกตามหาวาฬได้ ครึ่งทางแล้ว เวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วโมง
ยังไม่มีทีท่าว่าจะเจอกับวาฬ พระเอกของทริปนี้เลย คิดในใจแล้วว่างาน
นี้ต้องได้เงินค่าทริปคืนแน่ๆ |

เรือเริ่มทิ้งห่างออกไปจากจุดเดิม
วนไปทางซ้ายก็แล้ว วนไปทางขวาก็แล้ว 3 รอบ 4 รอบผ่านไป... ไม่มาครับ
กัปตันตัดสินใจแล่นเรือเข้าใกล้ชายฝั่งมากขึ้น ทำให้เห็นภาพ ภูเขาหิมะดูโดดเด่นชัดขึ้น
เรือเร่งความเร็วไป ทางขวาได้สักพัก เริ่มเบาเครื่องช้าๆ มีเสียงตามสายจากไกด์แจ้งมาว่ามีแมวน้ำและสิงโตทะเลนอนผึ่งพุงอาบแดด
อยู่บนเกาะ เล็กเบื้องหน้า ทุกคนดูตื่นเต้นมาก เมื่อเข้าใกล้ระยะ
ทั้งนายแบบ นางแบบที่นอนอาบแดด ผึ่งพุงเกยกัน ต่างโพสท่า บิดซ้าย
บิดขวา บ้างก็โบกมือบ๊ายบายอยู่ริมหาด ดูน่ารัก น่าเอ็นดูจริงๆ
เพียงแค่ช็อตเดียวก็หมดฟิล์มไปหลาย ม้วน หลังจากเรือผละห่างจากเกาะได้ไม่นาน
สิ่งที่ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้ พลันทันใดฝูงวาฬออร์กากระโดดเล่นอยู่
ข้างเรือ แต่ช้าไปเสียแล้ว มันดำดิ่งหายไป โผล่ไกลออกไป ได้แต่เพียงประทับความทรงจำเท่านั้น
จึงไม่มีรูปสวยๆ มาให้เชยชมกัน เรือหันลำกลับสู่ทิศใต้สวนทางกับขามา
แล่นไปอย่างช้าๆ ทุกคนต่างสังเกตการณ์ในมุมของ |
ตนเองอย่างสงบ
และมีลุ้นทุกนาที นาทีระทึกใจมาถึงแล้วเสียงตามสายจากไกด์ให้ทุกคนหันไปทิศ
2 นาฬิกา พร้อมกับเสียง ที่ทุกคนรอคอยอยากได้ยินมานานร่วม 3 ชั่วโมง
"Humpback Whale" ทุกคนต่างเฮกันไปที่เป้าหมายอย่างฉับพลันทันที
เสียงดังฟู่ของละอองน้ำพ่นออกจากหลังส่วนหน้าแตกกระเซ็นย้อนแสงระยิบระยับเป็นประกาย
รุ้งสวยงามยิ่งนัก มันว่ายอย่าง เชื่องช้ามีจังหวะ ยิ่งช่วงที่มันว่ายตีคู่กันมาพ่นละอองน้ำพร้อมๆ
กันช่างอลังการจริงๆ จังหวะที่ทุกคนเฝ้ารอถ่ายภาพอย่าง จดจ้อง
ขณะวาฬทำท่าจะดำดิ่งสู่ก้นทะเลลึก มันจะโบกสะบัดแพนหางอันยาวขึ้นเหนือน้ำ
ทุกคนกดชัตเตอร์หยุดภาพอันน่า ประทับใจไว้ได้อย่างพร้อมเพรียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า
"3 นาฬิกาทางซ้าย 5 นาฬิกาทางขวา 12 นาฬิกาหัวเรือ"
นับครั้งไม่ ถ้วนที่ไกด์บอกมาตามสายดูเหมือนง่ายไปเลย เก็บตกจากไกด์มาเล่าสู่กันฟัง
วาฬหลังค่อมตัวผู้เต็มวัยมีน้ำหนัก 35 ตัน ยาว 15 เมตร หรือขนาดเท่ารถโรงเรียน
ในฤดูร้อนช่วงเวลาเริงร่ามันจะกระโดดพุ่งทั้งตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ
ตะแคงข้างกระแทกผืนน้ำ กระจายออกเป็นวงกว้างอย่างเมามัน ช่างเป็นภาพที่หาโอกาสชมยากมาก
นักชีววิทยาสำรวจพบว่ามีวาฬชนิดนี้อยู่ในน่าน น้ำฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอะแลสกาประมาณ
500 ตัว ช่วงฤดูหนาวมันจะอพยพลงใต้สู่เม็กซิโกและหมู่เกาะฮาวาย
วาฬหลังค่อมมีบาลีนในช่องปาก ลักษณะคล้ายหวีเส้นยาวคอยกวาด อาหาร
ซึ่งวาฬ 1 ตัว สามารถกินอาหารปริมาณ 1 ตันต่อ วันมันสามารถตอบสนองความถี่ต่ำได้เป็นอย่างดี
เมื่ออายุย่างเข้า 7 ปี สู่ช่วงผสมพันธุ์ ในทุก 2 ปี ตัวเมียจะใช้เวลา
ตั้งท้อง 11-12 เดือน คาดเดาว่ามันสามารถมีอายุถึง 80 ปีทีเดียว
|
|
หมี...หรือเพียงแค่ความฝัน
เวลา 11.50 น. ของวันเดียวกัน ผมมีนัดกับโปรแกรมในช่วงบ่าย Deluxe
Mendenhall Clacier & Juneau Highlights คนขับรถที่ทำหน้าที่ไกด์ให้ความรู้เรื่องราวของ
เมืองจูโนตลอดเส้นทาง นั่งรถบัสมาได้ราว 20 นาที ถึงที่หมายจุดแรก
Macaulay Salmon Hatchery หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาแซลมอน
ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์คิงแซลมอน (King Salmon) ตั้งแต่เริ่มฟักเป็นตัวอ่อนในบ่ออนุบาลราวต้นเดือนพฤษภาคม
- มิถุนายน จนเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยเดือนกันยายน เขาได้จำลอง เส้นทางบันไดโจนเหมือนจริงจากบ่อเลี้ยงขนาดใหญ่
ซอยเป็นบ่อย่อยๆ เพื่อให้ปลากระโจนสู่บ่อถัดไปเบื้องล่างอีก หลายสิบบ่อ
จนถึงบ่อสุดท้ายก็เป็นอิสรภาพสู่แม่น้ำ ตัวไหน โชคไม่ดีอาจได้พานพบกับนักล่า
เช่น แมวน้ำที่มารอป้วนเปี้ยนอยู่ ปากประตูทางออกของบ่อสุดท้าย
และใกล้ๆ มีชาวบ้านมายืนเรียงรายตกปลาแซลมอนกันอย่างง่ายดาย ในปีหนึ่งมีปลาแซลมอน
ถูกปล่อยสู่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ประมาณ 162 ล้านตัวจึงทำให้เมืองจูโนมีชื่อเสียงด้านผลผลิตจากปลาแซลมอนมากมาย
|
ผมขึ้นรถต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเมนเดนฮอล
(The Monumental Mendenhall Glacier) สายธารน้ำแข็งใหญ่ ที่สุดที่รถเข้าถึงได้
มีความกว้างขนาด 1 ไมล์ครึ่ง หนา 100 ฟุต เบื้องล่างของธารน้ำแข็งคือแม่น้ำเมนเดนฮอล
มีกลุ่มก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่บอยกระจายอยู่เต็มแม่น้ำดูสวยงาม ขณะที่ผมเดินไล่เลาะไปบนเส้นทางหามุม
ถ่ายภาพ แนวกว้างของธารน้ำแข็งอยู่นั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดบังเกิดขึ้นต่อหน้า
หมีสีน้ำตาล (Brown Bear or Grizzle Bear) ตัวใหญ่กำลังเดินเลาะชายป่าข้ามไปยังแนวป่าอีกฟากหนึ่ง
พร้อมกับลูกหมีตัวน้อยๆ ที่เดินตามแม่ต้อยๆ เป็นฉากเดียวที่ผมกดชัดเตอร์ได้ในฉับพลัน
ภาพแห่งความประทับใจ เพื่อให้ได้ภาพในระยะใกล้กว่านี้ ผมติดตาม
มันไปอย่าง กระชั้นชิดจนลืมไปว่าผมกำลังเข้าใกล้สัตว์ที่ดุร้ายที่สุดชนิดหนึ่ง
เท่าที่ทราบมาหมีสีน้ำตาลตัวผู้มี ความสูง 6-7 ฟุต หากวัดขณะยืนจากปลายจมูกถึงหางมีความสูง
9 ฟุต ทีเดียว ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 70-900 ปอนด์ โชคดีมากที่ผมไม่ลืมตัวตามมันไป
อันตรายจริงๆ อะแลสกายังมีสิ่งที่ให้ผมค้นหาอีกมากมาย มีสัตว์ป่าอีกหลายชนิด
ที่ผมอยากเห็นใกล้ๆ กวางมูส กวางวาพิติ (Roosevelt Elk or Wapiti)
กวางซิตกา (Sitka Black-Tailed Deer) กวางคาริบู ล้วนแต่เป็นกวางที่มีเขาสวยสง่างามทั้งสิ้น
|

ครั้งเดียวในชีวิตกับการมาเปิดโลกภูมิทัศน์ย่ำแดนอะแลสกาคงไม่เพียงพอเสียแล้ว
ความใฝ่ฝันครั้งต่อไปขอมาเฝ้าชมฝูงกวางคาริบูนักพันอพยพลงใต้ สัมผัสป่าเอสเพน
เปลี่ยนสี ดูเหล่าหมีผู้น่ารักแห่งอุทยานแห่งชาติแคตไม (Katmai
National Park) ชมสรรพสัตว์ที่อุทยานแห่งชาติคีไน (Kenai Fjords
National Park) ลุยปุยหิมะเพื่อ ถ่ายภาพหมีโพลาร์ (Polar Bear)
แห่งขั้วโลกเหนือและขอนอนนับดาวใต้หลังคาบ้านชาวเอสกิโม (Eskimo)
ลาก่อน อะแลสกา ดินแดนแห่งแสงเหนือและพระอาทิตย์เที่ยงคืน The
Land of Last Frontier |
ขอขอบคุณข้อมูล
: จากหนังสือ NATURE EXPLORER นิตยสารสำหรับนักแรมทางธรรมชาติ ประจำเดือนกุมภาพันธ์
2545 หน้า 46-52
ข้อมูลฉบับย้อนหลัง
|