TECHNIC JEEP

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Jeep

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มิใช่เพื่อช่วยให้สามารถขั้บขี่ได้บนเส้นทางวิบากต่างๆ กันเท่านั้น ผู้ผลิตรถยนต์บางยี่ห้อติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถาวร เพื่อช่วยการขับขี่ทั้งบน ถนนธรรมดาและเส้นทางวิบาก ในขณะที่ผู้ผลิตบางรายติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งขับขี่ 2 ล้อทางปกติ และระบบ 7X7 ในทางวิบาก สำหรับ JEEP แล้ว บางรุ่นมีให้เลือกทั้ง 2 แบบ

ผู้ผลิตรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ บางรายมีอัตราทดเดียวในระบบ 4X4 เพราะคาดว่าผู้ใช้คงจะไม่ขับขี่ในทางวิบากมากนัก แต่สำหรับ JEEP ผู้กำเนิดรถประเภทนี้ได้ติดตั้ง ระบบ 4x4 เพื่อให้ใช้ทางวิบากมากๆ ด้วยในรถ JEEP ทุกรุ่น

ระบบเกียร์ 4X4 ในอัตราต่ำจังหวะ LOW ทำงานโดยแกนโยกติดตั้งด้านซ้ายของเกียร์ การเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ หรือ 4 ล้อ จังหวะต่ำ (LOW) นั้น ทำผ่านห้องเกียร์ 4X4 เรียกว่า TRANSFER CASE ซึ่งติดตั้งต่อจากชุดเกียร์ ซึ่งจะถ่ายทอดแรงไปยังเพลาหน้า/หลัง ในเวลาเดียวกันขณะที่ขับรถ

 

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ในระบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ในปัจจุบันนั้น ถูกแบ่งระบบการทำงานออกเป็น 2 ระบบ เพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ในระบบขับเคลื่อนทั่วๆ ไป ของรถยนต์นั่ง รถกระบะ โดยทั่วไปจะมีระบบขับเคลื่อนเป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลัง การขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อหน้า คือ การทำงานของเครื่องยนต์ที่ส่งกำลังไปยังล้อหน้าทั้งซ้ายและขวา เท่านั้น ส่วนการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหลัง ก็เช่นเดียวกัน หากแต่กำลังของเครื่อง ยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อหลังทั้ง 2 ข้างเช่นกัน

ส่วนระบบในรถขับเคลื่อน 4 ล้อนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME

2. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME

1.1 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME

ในระบบนี้ถือกันว่า เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับรถที่ใช้วิ่งในทางทุรกันดาร โดยระบบนี้ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME Hi (สัญลักษณ์ 4H) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME Lo (สัญลักษณ์ 4L) ทั้ง 2 รูปแบบมีการทำงานที่เหมือนกัน คือ เมื่อผุ้ใช้เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่ง 4H หรือ 4L เฟืองตัวกลางของห้องเกียร์ขับเคลื่อนเข้าล็อคติดกับห้องเกียร์ปกติ ซึ่งจะทำให้กำลังของเครื่องยนต์ถูกแบ่งครึ่งให้ส่งกำลังไปอยู่ที่ล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50%

  • ข้อดี ของระบบ PART TIME คือ การนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนระบบนี้ไปใช้ในทางสมบุกสมบัน ซึ่งโอกาสที่ล้อใดล้อหนึ่ง เกิดอุปสรรคที่ล้อที่เหลือก็ยังสามารถหมุน และนำรถให้เคลื่อนที่ต่อไปได้
  • ข้อความระวัง เนื่องจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME นั้น กำลังของเครื่องยนต์จะถูกแบ่งครึ่งเป็นล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50% ดังนั้น การบังคับเลี้ยว หรือการคล่องตัวในการหักเลี้ยวจะด้อยกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพราะกำลังของเครื่องยนต์จะกำหนดจำนวนรอบการหมุนของล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังให้หมุน ในจำนวนรอบที่เท่ากัน ดังนั้นจะเกิดอาการขืนของรถในขณะหักเลี้ยว วงเลร้ยวของรถ เมื่อใช้ระบบ PART TIME จะมีรัศมีวงเลี้ยวที่มากกว่าระบบ 2 ล้อทั่วๆ ไป

ส่วนข้อแตกต่างระหว่าง PART TIME กับ Hi PART TIME Lo ก็คือ ในระบบ PART TIME Lo นั้นจะมีเฟืองเกียร์อีกชุดหนึ่งเพิ่งเข้ามา เพื่อทำให้อัตราทดของแรงบิดเพิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการปีนป่ายในทาลาดชันมากๆ หรือในทางสมบุกสมบันมากๆ แต่ความเร็วของรถอาจจะลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 ของความเร็วปกติ

1.2 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME

เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนท้องถนนปกติ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนโดยเฉพาะ เมื่อใช้ความเร็วสูง บนทางโค้ง หรือทางที่ เปียกลื่น การทำงานของระบบนี้จะแตกต่างจากระบบ PART TIME โดยสิ้นเชิงในระบบ FULL TIME นี้ กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ไม่คงที่ เหมือนระบบ PART TIME หากแต่อัตราส่วนของกำลังที่ถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังจะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของแรงเสียดทานระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง เมื่อล้อคู่ใดมี แรงเสียดทานมากกว่า กำลังของเครื่องยนต์จะถูกถ่ายไปหาล้อคู่ที่มีแรงเสียดทานน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในกรณที่รถวิ่งในทางปกติ กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปยัง ล้อคู่หน้า 50%  และล้อคู่หลัง 50% เนื่องจากในการวิ่งทางตรงนั้น ล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง มีอัตราแรงเสียดทานที่เท่ากัน ต่อจากนั้นเมื่อคุณหักเลี้ยวล้อคู่หน้าจะมีแรงเสียด ทานมากกว่าล้อคู่หลังทันที อัตราการส่งกำลังของเครื่องยนต์ก็จะส่งไปที่ล้อคู่หน้าน้อยลงและไปเพิ่มที่ล้อหลัง เมื่อคุณหักเลี้ยว ล้อคู่หน้าอาจจะมีกำลังเหลือ 40% หรือ 30% หรือน้อยกว่าล้อหลังก็จะมีกำลังเพิ่มเป็น 60% หรือ 70% หรือมากกว่า

  • ข้อดี เนื่องจากอัตราการส่งกำลัง ไม่ได้ถุกแบ่งครึ่งตายตัวเหมือนระบบ PART TIME ดังนั้น ปัญหาเรื่องของวงเลี้ยวกว้างกว่าปกติ จึงไม่เกิดขึ้น จึงสามารถใช้งาน บนท้องถนนปกติได้ มีความคล่องตัวเหมือนรถขับเคลื่อน 2 ล้อโดยทั่วไป อีกทั้งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่งบนทางโค้ง หรือคดเคี้ยวและลื่น การเกาะถนนจะมั่นคงและแน่นอนกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป
  • ข้อควรระวัง การนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนแบบ FULL TIME ไปใช้ในทางทุรกันดาร ทางที่สมบุกสมบัน และเมื่อล้อใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรค คือ มีอาการหมุนฟรี เกิดขึ้น โดยเฉพาะล้อหน้าแล้วกำลังของเครื่องยนต์ก็จะถูกส่งไปที่ล้อที่หมุนฟรีนั้นทั้งหมด เนื่องจากล้อที่หมุนฟรีนั้น ไม่มีแรงเสียดทานเลย เมื่อเทียบกับอีก 3 ล้อที่เหลือ ซึ่งอยู่บนพื้นถนนปกติ ทำให้ล้อที่เหลือไม่มีกำลังที่จะดันรถให้พ้นอุปสรรคได้ แตกต่างจากระบบ PART TIME จากตัวอย่างเดียวกัน รถในระบบ PART TIME เมื่อล้อหน้ามีอุปสรรค กำลังก็จะสูญเสียแค่ล้อหน้า คือ 50% แต่รถยังมีกำลังเหลืออีก 50% ที่ล้อหลังสามารถดันรถผ่านอุปสรรคได้

 

เรียนรู้การทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

2WD

ระบบนี้การทำงานของรถจะส่งกำลังขับเคลื่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ไปที่ล้อหลัง ซึ่งก็คือ ระบบขับเคลื่อนของรถตามปกติธรรมดา นี่เอง   การใช้งานจะใช้บนนสภาพถนนที่ดีมาก พื้นผิวทางวิ่งแข็งและแห้ง

4WD FULL - TIME

ระบบขับเคลื่อนแบบนี้มีใช้ในรถยนต์นั่ง ระบบส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน ซึ่งจะสัมพันธ์กับแรงเสียด ทานระหว่างล้อกับพื้นถนน ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยสุงสุดบนถนนที่เป็นคลื่น ทางคดโค้ง และการใช้ ความเร็วสุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ การควบคุมพวงมาลัยและการเบรก

4WD PART - TIME (Hi)

ระบบนี้เฟืองตัวกลางจะล็อค ทำให้ระบบส่งกำลังไปที่เพลาขับหน้า 50 เปอร์เซ้นต์ และเพลาขับหลังอีก 50 เปอร์เซ้นต์ เท่าๆ กัน ตลอดการใช้งาน จะใช้เมื่อพบกับสภาพที่เป็นลูกรัง หลุม บ่อ ในระบบนี้สามารถใช้ความเร็วได้ตามปกติ แต่จะต้องมีความระมัดระวังเป้นกรณีพิเศษ เนื่องจากในระบบนี้การส่งกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังจะถูกกำหนดไว้ใน อัตราส่วน 50 : 50 คงที่จึงทำให้รัศมีวงเลี้ยวกว้างกว่าปกติ

4WD PART - TIME (LOW)

ระบบนี้ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พลังแรงบิดสูงสุด เพราะจะมีเฟืองมาทดช่วยเพิ่มอัตราทดให้สูงขึ้น ทำให้มีแรงบิดที่ล้อเพิ่มมาก ขึ้น โดยจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ และล้อหลัง 50 เปอร์เซ้นต์ เหมาะกับการใช้งานบนเส้นทางที่ทุรกันดาร หลุมลึก โคลน หรือเมื่อต้องการขึ้นที่ลาดชันมาก ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่า 56 กม./ ชม.

 

เมื่อไหร่ใช้อะไร

 

JEEP CHEROKEE SPORT

JEEP CHEROKEE LIMITED

JEEP GRAND CHEROKEE

สภาพถนนที่ใช้

ความเร็ว

วิธีการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน

2H

2H

4ALL TIME

ทั่วไป ชีวิตประจำวัน

สูงสุด

ไม่ต้องหยุดรถ ไม่จำกัดความ เร็วในการเปลี่ยน

4H

4H

4ALL TIME

ทางวิบากเล็กน้อย หลุมบ่อเล็กน้อย ลูกรัง

สุงสุด

ไม่ต้องหยุดรถ ไม่จำกัดความ เร็วในการเปลี่ยน

-

FULL TIME

4ALL TIME

ทั่วไป ชีวิตประจำวัน ทางคดโค้ง ทางเปียกลื่น

สูงสุด

ไม่ต้องหยุดรถ ไม่จำกัดความ เร็วในการเปลี่ยน

N

N

N

ใช้ในกรณีลากจูง

เพลากลางหน้า และหลังจะถูก ตัดออกจาก ระบบเกียร์

หยุดรถ

4Lo

4Lo

4Lo

ทางวิบากมาก ลาดชั้นมาก หล่มโคลนลึก

ความเร็วสูงสุด 56 กม./ ชม.

หยุดรถ เกียร์อัตโนมัติ ตำแหน่ง "N"

 

ระบบขับเคลื่อน 4X4 COMMAND-TRAC ติดตั้งกับ JEEP CHEROKEE SPORT 2.5 L

 

ระบบ

การขับของเพลา

สภาพถนนที่ใช้

จุดเด่น

2WD

เพลาหน้า - การตัดเร่งกำลัง

เพลาหลัง - ขับเคลื่อน

อัตราการส่งกำลังทั้งหมดไปเพลาหลัง 100%

- ผิวแข็ง

- ในเมือง

- ทางไกล

- ทุกความเร็ว

- วงเลี้ยวแคบ ให้ความคล่องแคล่ว

- ประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อวิ่งทางไกล

4WD PART - TIME Hi

เพลาหน้า - ขับเคลื่อน

เพลาหลัง - ขับเคลื่อน

อัตราการส่งกำลังไปเพลาหน้าและเพลาหลัง เท่าๆ กัน 50%

- ผิวลื่นไม่แข็ง

- ถนนลูกรัง

- ภนนโคลน

- ทุกความเร็ว

- ทางวิบาก

- การทรงตัวดีในทางวิบาก

- เพิ่มประสิทธิภาพของการเบรก

4WD PART - TIME LOW

เพลาหน้า - ขับเคลื่อน

เพลาหลัง - ขับเคลื่อน

อัตราการส่งกำลังไปเพลาหน้าและเพลาหลัง เท่าๆ กัน 50 : 50 โดยมีเฟืองทดกำลังเพิ่ม 2.72 เท่า

- ต้องการกำลังฉุดสูง

- ถนนลูกรังชื้น

- โคลนลึก

- ลุยน้ำลึก

- เขาสูงชัน

- ความเร็วไม่เกิน 56 กม. / ชม.

- ให้กำลังฉุดลากสุงสุด

- กำลังในการไต่สุงสุด

- ใช้ Engine Brake ในการไต่ลงเขาได้ สูงสุด

- ลุยโคลนลึก

- ขึ้นเขาสูง

 

ระบบขับเคลื่อน 4X4 ของ JEEP CHEROKEE LIMITED 4.0L มีชื่อว่า SELEC - TRAC ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

- สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) หรือ 4 ล้อ FULL TIME และ 4 ล้อ PART TIME HIGH มนลักษณะ SHIFT ON THE - FLY ขณะที่ขับขี่โดยไม่จำกัดความเร็ว โดยจะไม่ทำให้ระบบเกียร์หรือชิ้นส่วนต่างๆ เสียหาย หรือสึกหรอ

- เลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME LOW ในสภาพวิบากที่ต้องการแรงฉุดมากๆ เช่น ในบ่อโคลน ทางชันสูงๆ เป็นต้น

- คันโยกเกียร์ 4X4 โยกเปลี่ยนได้ง่าย

- มีไฟสัญญาณเตือน บอกการเข้าเกียร์ 4X4 PART - TIME และ FULL - TIME

- มีระบบเกียร์ FULL TOME ช่วยให้การขับขี่ในทางปกติหรือทางลื่น ทางชัน คดเคี้ยว และทาง OFF ROAD สมรรถนะปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะรถยนต์จะเกาะถนน ทรงตัวดีขึ้น

- สามารถเลือกใช้ 4x4 ในระบบ Full time ได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องโยกคันเกียร์มาที่ 2WD (ขับ 2 ล้อ) เพราะในระบบ SELEC TRAC การขับขี่ 4 ล้อ Full Time มีอัตราสิ้น เปลืองเชื้อเพลิงเท่ากับการขับขี่ 2 ล้อ และไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นต้อการสึกหรอของกลไกและอุปกรณ์ต่างๆ ของระบบขับเคลื่อน

 

ลักษณะการใช้เกียร์ 4x4

 

ตำแหน่ง

สี

การใช้งาน

2WD

4 PART TIME

4 FULL TIME

N

4 Lo

เขียว

สีส้ม

เขียว

เขียว

สีส้ม

ใช้ขับขี่บนถนนปกติ - ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง

ขับเคลื่อน 4 ล้อใช้ในทางวิบากเท่านั้น

ขับขี่ถนนปกติ ทางลื่น ทางชัน และทางวิบากเล็กน้อย ขับเคลื่อน 4 ล้อ

ว่าง - ปลดระบบเกียร์ 4x4 ใช้สำหรับลากจูง

ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้ในทางวิบากมาก ที่ต้องการแรงฉุดมากๆ

 

อัตราทดเกียร์ 4WD

เกียร์ 4X4 Full Time และ Part Time High 1:1 Part Time Low 2.72 : 1

*เฉพาะระบบ Selec - Trac Jeep Cherokee Limited 4.0L เท่านั้น

 

ระบบขับเคลื่อน 4x4 Quadra - Trac

(ติดตั้งกับรถ JEEP GRAND CHEROKEE ปี 1997 รุ่น LAREDO และ LIMITED)

ระบบเกียร์ QUADRA TRAC ในรถ JEEP GRAND CHEROKEE เป็นระบบเกียร์ 4x4 ซึ่งมีทั้งระบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ Full Time และ Part Time สูง-ต่ำ แต่ที่พิเศษกว่า คือ เกียร์ 4 ล้อ QUADRA - TRAC จะเปลี่ยนการส่งกำลังจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อ FULL TIME และ 4 ล้อ PART TIME จังหวะสูงได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งสำหรับเกียร์ระบบนี้อาจเรียกว่า 4WD ON DEMAND

ระบบเกียร์ 4x4 QUADRA - TRAC ทำให้ผู้ขับขี่ JEEP GRAND CHEROKEE หมดความกังวลและสะดวกสบายในทุกสภาพถนน โดยในสถานการณ์ปกติบนทางเรียบ ระบบส่งกำลังไปแค่ 2 ล้อหลัง แต่เมื่ออยู่บนเส้นทางที่ต้องการประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้น ห้องเกียร์จะเปลี่ยนจาก 2 ล้อ เป็น 4 ล้อ FULL TIME ทันที และถ้าเข้า สู่ทางวิบากหรือเส้นทางที่ต้องการแรงส่งไปยังล้อทั้ง 4 มากขึ้น อุปกรณ์ VISCOUS COUPLING จะล็อคเพลาขับท่อนหน้าและหลังเป็นระบบ Part Time High สัดส่วนของแรง ที่แบ่งไปยังส่วนหน้าและหลัง สามารถแปรผันได้ตามสภาพการใช้งาน ซึ่งอาจจะเป็นกำลังส่งหน้า 20% หลัง 80% หน้า 30% หลัง 70% หรือ หน้า 40% หลัง 60% ฯลฯ ตามสภาพของล้อหน้าและล้อหลัง ว่าด้านไหนมีแรงในการเกาะถนนมากกว่ากัน ทำให้มีแรงการขับเคลื่อนที่สมดุลและมีประสิทธิภาพ

ส่วนในกรณีที่ต้องการแรงบิดมากๆ เช่น ขึ้นทางชัน ขึ้นจากหล่มโคลน / ทราย ก็มีระบบ 4 ล้อ Part Time Low ใช้สถานการณ์นี้ เมื่อเข้าเกียร์ 4WD Low รถจะมีแรงฉุด ลากมาก ทำให้ฝ่าสถานการณ์ที่วิบากมากๆ ได้

 

คุณลักษณะของระบบ 4 ล้อ Quadra - Trac

ประกอบด้วย :

- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ (2WD/ FULL - TIME/ PART - TIME HIGH) ON DEMAND

- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Low ชั่วคราว

- ตำแหน่งเกียร์ 4 ล้อ 3 ตำแหน่ง